|
บทที่ 15
ค่ำคืนที่แสนมืดมิด ในห้วงแห่งความหลับใหลที่แสนสบาย เพียงเพตรากำลังนอนหลับอย่างแสนสุขอยู่บนเตียงภายในห้องพักของหล่อน แต่แล้วความสุขนั้นก็แทบมลายหายไปเสียสิ้น เมื่อในความฝันที่เต็มไปด้วยหมอกสีขาวพร่างพราวปรากฏร่างของเจ้านางแก้ววงเดือนพร้อมกับสีหน้าอันร้อนรนของนาง
“พี่นางเจ้า...!”
“คุณเดือน!” คนถูกทักร้องเสียงหลงเรียกอีกฝ่าย แต่การพบกันในความฝันครั้งนี้ดูแตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง
“พี่นางเจ้าตื่นเถิด”
“หา!”
“ตื่น...ท่านต้องตื่นโดยพลัน”
“แล้วฉันจะตื่นได้ยังไงล่ะคะ”
เพียงเพตราร้องเสียงหลง ถ้านี่คือโลกแห่งความฝัน หล่อนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกไปจากความฝันนี้ได้อย่างไร แถมจู่ๆ ก็มีผีมาบอกให้ตื่นอีก แล้วจะทำอย่างไรล่ะทีนี้?
“ท่านต้องตื่น...พี่นางเจ้า”
“งั้นคุณเดือนก็ปลุกให้ฉันตื่นทีสิคะ”
หล่อนว่าเสียงขึ้นจมูก ใครจะไปรู้ว่าการออกไปจากความฝันทำยังไง แต่แล้วหล่อนก็ต้องสะดุ้งโหยงเหมือนใครมาหยิกแขน ความรู้สึกของความฝันเริ่มเหือดหาย สภาวะของการตื่นเริ่มกลับมา
เปลือกตาที่หลับพริ้มค่อยลืมโพลงขึ้นอย่างตกใจ สิ่งแรกที่ทำคือลุกขึ้นนั่งพลางคลำแขนตัวเองป้อยๆ ด้วยความเจ็บที่ถูกหยิก
หญิงสาวย่นหัวคิ้วเข้าหากัน แล้วก็สะดุ้งโหยงเมื่อคุณเดือนปรากฏกายขึ้นข้างเตียงพร้อมกับสีหน้าเศร้าสร้อยแสนร้อนรนของนาง
“พี่นางเจ้า ออกไป...”
เจ้านางแก้ววงเดือนชี้มือไปยังระเบียงห้องด้านนอก เพียงเพตรามองตามออกไปแต่ยังไม่ยอมลุกออกจากที่จึงโดนนางเร่งรัดมาอีก
“ออกไปข้างนอก...”
“ทำไมคะคุณเดือน?”
“อย่าถาม ออกไปเร็วเข้า”
เพียงเพตราลุกจากที่นอน จังหวะนั้นเองที่กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาแตะจมูก แต่หล่อนไม่มีเวลาหยุดสงสัย เพราะเจ้านางแก้ววงเดือนเร่งมาอีกครั้ง
“เร็วเข้า...”
หล่อนเปิดประตูออกไปเบื้องนอก กลิ่นหอมหายไป หากมันกลับนำพาบางอย่างมาสู่หล่อนแทน ความรู้สึกวิงเวียน มึนงงน้อยๆ คล้ายอยากจะหยุดนิ่งไม่อยากขยับไหวร่างกาย
เพียงเพตราสะบัดศีรษะพลางเดินออกไปยืนริมราวระเบียง แล้วหันมองกลับมาในห้อง จึงค่อยแลเห็นควันสีขาวลอดผ่านใต้ช่องประตูห้องเข้ามาในห้อง
“นั่นควันอะไร”
แต่จู่ๆ ควันที่ค่อยเพิ่มปริมาณขึ้นกลับลดลงและค่อยหายไปกับมวลอากาศอย่างช้าๆ ส่วนวิญญาณเจ้านางแก้ววงเดือนก็รีบลอยมาตรงหน้าหล่อน
“กำยานโลหิต!”
นางเอ่ยเสียงชิงชัง นัยน์ตาไร้ชีวิตเรืองรองอย่างกริ้วโกรธ นางจดจำได้ดีถึงฤทธิ์ของมันที่เคยทำให้ใครหลายคนต้องดับดิ้นมาแล้ว กำยานที่หากใช้ตามวิธีปกติมันก็จะให้กลิ่นหอมอบอวล แต่ทว่าหากใส่ส่วนผสมบางอย่างลงไปพร้อมกับกลิ่นหอมระเหยเฉพาะตัวที่อุณหณะปุโรหิตเคยใช้ มันก็จะกลายเป็นเครื่องมือทำร้ายคนเป็นทั้งยาสลบและสิ่งที่ใช้ฆ่าคนได้อย่างไม่ยากเลย!
“กำยานโลหิต”
หล่อนทวนคำและเหมือนมีอะไรบางอย่างย้อนความทรงจำที่อยู่ภายในให้ผุดขึ้นมา ความหวาดกลัวและหนาวเหน็บแผ่ไปทั่วร่าง
เพียงเพตรายกแขนขึ้นกอดตัวเองเมื่อไรไม่รู้ หากแต่มารู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อมีมืออุ่นๆ มาแตะท่อนแขนของหล่อนที่โผล่พ้นชายเสื้อออกมาพร้อมกับเสียงถามอบอุ่นของเขา
“คุณแพท เป็นอะไรไปครับ”
อินทรถามเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของหล่อน เขาออกมาจากห้องก็เพราะได้ยินเสียงประตูระเบียงห้องของหล่อนเปิด พอออกมาก็เห็นหล่อนยืนพิงระเบียงมองเขาไปในห้องตัวอย่างด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ หล่อนเลื่อนตัวเข้าไปใกล้เขาอย่างไม่รู้ตัว คงเป็นเพราะความกลัวจากส่วนลึกในจิตใจที่ส่งผ่านมา แต่กระนั้นก็ไม่กล้าบอกออกไปว่าวิญญาณเจ้านางแก้ววงเดือนมาปลุก
“มะ...ไม่มีอะไรค่ะ”
แต่อินทรหรือจะยอมเชื่อได้ ก็หน้าตาหล่อนบอกชัดอยู่ขนาดนั้นว่ามีเรื่องผิดปกติ ชายหนุ่มหันมองเข้าไปในห้องแต่ก็ไม่เห็นความผิดปกติอะไรนอกจากกลิ่นหอมอ่อนจางที่โชยมาเท่านั้น
“ไม่เป็นไรแน่นะครับคุณแพท?”
“ค่ะ”
แม้ว่าจะปฏิเสธออกไป แต่มือหล่อนกลับเอื้อมไปจับแขนเขาไว้ไม่ยอมปล่อย มันเป็นปฏิกิริยาที่นอกเหนือความคาดหมายไปมาก และเขาก็เชื่อว่า คำว่า ‘ไม่มีอะไร’ ของหล่อนเป็นคำลวงอย่างแน่นอน อีกทั้งหล่อนก็คงไม่อยากกลับเข้าไปในห้องตอนนี้
อินทรพาเพียงเพตรามานั่งบนเก้าอี้ยาวริมระเบียงที่วางติดอยู่กับประตูระเบียงห้องของเขา แสงไฟสนามสลัวส่งแสงพอให้ได้มองเห็นในความมืด ชายหนุ่มลงนั่งข้างๆ เขาไม่ถามอะไร ไม่พูดอะไร ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบคลุม แต่ก็รู้ด้วยสัญชาตญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เพียงเพตรานั่งพิงบานกระจกห้องด้านหลัง ไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว หล่อนไม่รู้ว่าจะบอกเขาอย่างไรนอกจากบอกแค่ว่า…
“ขอบคุณค่ะ”
หากทั้งสองคนไม่รู้หรอกว่า ภาพของความเป็นห่วงเป็นใยที่ถ่ายทอดถึงกันและกันโดยไม่ต้องพูดอะไรนั้น กลับทำให้ใครคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลเจ็บปวดร้าวรานจนต้องเบือนหน้าหนี
นางมิเคยได้สมหวังเลย ไม่เคยเลยสักนิด แต่นางก็มิอาจทำร้ายคนที่นางรักได้ แม้ว่าเขาจะไม่เคยหันมองนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ไม่ว่ากาลก่อนหรือกาลนี้ก็ตาม!
ส่วนทางด้านคนที่พยายามส่งกำยานโลหิตลอดเข้ามาทางช่องใต้ประตูนั้น ยามนี้เล็ดลอดออกไปทางหลังบ้านเล็กเพื่อกลับสู่ที่พักของตนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เขาก็ยิ่งเพิ่มความมุ่งร้ายและความเคียดแค้นมากขึ้นไปอีกที่ไม่สามารถทำสิ่งที่มุ่งหวังได้สำเร็จในครั้งนี้!
เช้าวันรุ่งขึ้นเพียงเพตราชวนอินทรออกไปรับประทานอาหารข้างนอก เพราะไหนๆ หล่อนจะต้องจมปลักอยู่ที่นี่อีกสักพัก ก็ถือเสียว่าการมาครั้งนี้เป็นการเที่ยวพักผ่อนไปด้วยในตัวก็ยังดี
“คุณอิฐคะ ไปหาอะไรทานข้างนอกกันมั้ยคะ”
ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ กับคำชวน เขาดีใจที่หล่อนชวนออกไปข้างนอก เพราะอยากให้ตัวเองผ่อนคลายลงบ้าง แต่ว่าด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบนั้นมันสวนทางกัน การออกไปข้างนอก ประสาทการรับรู้ด้านระวังภัยต้องใช้เพิ่มมากขึ้น เขาจึงไม่แน่ใจว่ามันจะดีนัก
“ไม่กลัวเหรอครับ?”
“กลัวค่ะ” หล่อนตอบตามตรง “แต่คนเราจะจมอยู่กับความกลัวจนยอมให้ชีวิตปั่นป่วนได้ยังไงล่ะคะ มันต้องกล้าที่จะก้าวเดินต่อไป ถ้าเราไม่เดินออกไปแล้วก็ไม่มีใครช่วยเราได้หรอกค่ะ”
“คุณแพทนี่เข้มแข็งดีนะครับ”
“ไม่ใช่เพราะฉันเข้มแข็งหรอกค่ะ แต่เพราะฉันรู้ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะสิคะ อย่างน้อยๆ ก็มีคุณอยู่ด้วย ก็เลยวางใจละมั้งคะ”
“งั้นก็ได้ครับ ถ้าคุณแพทอยากไป แต่ผมอยากถามอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสร้อยที่คุณสวมอยู่ได้มั้ยครับ”
“ค่ะ ถามได้เลยค่ะถ้าฉันรู้นะคะ”
“คุณแพทเคยบอกว่าคุณพ่อให้คุณมาใช่มั้ยครับ แล้วรู้หรือเปล่าครับว่ามันมีความสำคัญยังไงหรือได้มันมาจากไหน?”
“คุณพ่อบอกว่า ตอนฉันอายุได้หนึ่งขวบเป็นเด็กขี้โรคมากๆ ป่วยบ่อย ท่านยังเป็นทหารชั้นผู้น้อยแล้วไปประจำการแถวตะเข็บชายแดน แล้วได้รู้จักกับพรานป่าคนหนึ่งค่ะ ท่านว่าเขาแนะนำให้รู้จักกับพระสงฆ์รูปหนึ่งและบอกว่าพระท่านจะให้ของคุ้มครองป้องกันภัยได้ พระท่านให้สร้อยเส้นนี้กับคุณพ่อมาค่ะ ส่วนพรานคนนั้นก็ได้มีดเหล็กดีมากๆ ไป”
“พอรู้ชื่อพรานคนนั้นมั้ยครับ?”
“ไม่รู้เลยค่ะ คุณพ่อไม่ได้เอ่ยถึงค่ะ” หล่อนบอก
“งั้นสร้อยเส้นนี้ก็อยู่กับท่านพลรบตั้งแต่นั้นมาก่อนที่จะมาอยู่กับคุณ”
“ใช่ค่ะ คุณพ่อว่าจะให้ฉันเป็นของขวัญวันเกิดครบสองขวบ แต่ว่าของแบบนี้ให้เด็กเล็กๆ ใส่ไว้ก็ล่อตาล่อใจโจรเปล่าๆ ท่านจึงเก็บไว้จนลืม มานึกได้ก็ตอนรื้อลิ้นชัก ก็เลยเพิ่งให้ฉันมาเมื่อไม่นานนี้เองค่ะ”
“งั้นก็น่าแปลกนะครับ มันอยู่ที่บ้านคุณตั้งนาน ไม่เคยเกิดเรื่องเลย แต่พอคุณเอามาสวมก็เกิดเรื่องตลอด แสดงว่าใครก็ตามที่อยากได้มันจะต้องเพิ่งเห็นคุณใส่เมื่อไม่นานมานี้”
ข้อสันนิษฐานของอินทร ทำให้เพียงเพตราเริ่มฉุกคิดขึ้นมาได้บ้าง ครั้งแรกที่หล่อนใส่ออกไปก็ได้พบเจอกับลุงพรต แต่ว่าหล่อนใส่ออกไปเดินในที่สาธารณะด้วยเช่นกัน ดังนั้นมันก็เจาะจงเป้าหมายได้ยากมากขึ้นไปอีก
“แต่ว่าฉันใส่ออกไปในที่สาธารณะด้วย หลายคนก็อาจจะเห็น แล้วเราจะรู้ได้ยังไงล่ะคะว่าใครเจาะจงอยากได้สร้อยเส้นนี้”
“นั่นแหละครับที่เราไม่รู้ เพราะงั้นผมอยากให้คุณแพททำอะไรสักอย่างครับ”
“อะไรคะ”
“เอียงหูมาครับ”
เขาบอกเพราะรู้ว่าที่ที่พวกเขายืนอยู่คือสนามหญ้าเล็กๆ ในเขตบ้านเล็ก หากจะมีใครก็ตามประสงค์ร้ายและแอบฟังอยู่ก็คงไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่เพียงเพตราไว้ใจเขา หล่อนเอียงหูมาใกล้เพื่อฟังสิ่งที่เขาจะบอก
“คุณแพทถอดสร้อยเส้นนี้ออกและพกไว้ในกระเป๋ากางเกงนะครับ”
หญิงสาวมองหน้าเขาเหมือนจะถามว่าทำไม แต่ก็ไม่ได้ถาม เพราะคิดว่าเขาคงมีแผนและมีเหตุผลดีๆ ในการแนะนำเช่นนี้
“ค่ะ คุณอิฐ”
จากนั้นอินทรจึงเลือกพาหล่อนไปรับประทานอาหารในร้านไม่ไกลจากบ้านเท่าไร โดยเลือกร้านอาหารพื้นเมืองจำพวกน้ำเงี้ยว ซึ่งน้ำเงี้ยวสามารถรับประทานได้กับหลายอย่าง ไม่ว่ากับก๋วยเตี๋ยวหรือขนมจีน
แรกทีเดียวที่คนเพิ่งเคยรับประทานได้ลิ้มรส ก็ทำหน้าแปร่งๆ นิดหน่อย แต่สุดท้ายก็จัดการก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยวจนหมดชาม พอๆ กับหนุ่มที่เคยออกตัวว่าเป็นคนกินเก่งก็ซัดเสียเรียบเช่นกัน
“เก่งนะครับ คราวนี้ทานหมดด้วย”
“ก็มันไม่เยอะเหมือนข้าวต้มปลาร้านนั้นนี่คะ” หล่อนแย้งขำๆ
“อีกจานมั้ยครับ” เขาแหย่เล่น
“โอ๊ย ไม่ไหวหรอกค่ะ ขืนทานอีกจานคงแย่แน่ๆ”
“งั้นเรากลับบ้านกันเลยดีกว่าครับ ถึงแม้ว่าการอยู่ในที่ชุมชนจะปลอดภัย แต่บางครั้งก็อันตรายได้เหมือนกันถ้าคนร้ายแอบแฝงเข้ามาใกล้เรา”
“ค่ะ...”
หล่อนเห็นด้วย แค่ได้ออกมารับประทานอาหารข้างนอกให้ได้ผ่อนคลายสักเล็กน้อยก็ถือว่าดีมากแล้ว ดังนั้นหลังจากรับประทานอาหารเสร็จสองหนุ่มสาวจึงกลับมาที่บ้าน แต่เพราะไม่รู้จะทำอะไรดี เพียงเพตราจึงชวนอินทรไปหาบุญคำที่บ้านปาแลอีกครั้ง
แต่ยามนี้บุญคำไม่ได้อยู่แถวบ้านปาแล เขาอยู่ที่เรือนพักเล็กๆ ที่ใกล้กับตัวบ้านปาแล เพียงเพตราจึงชวนอินทรไปหาลุงบุญคำที่นั่น
“สวัสดีจ้ะบุญคำ”
“อ้าวคุณหนู มาทำอะไรถึงนี่ครับ” บุญคำร้องทักอย่างดีใจ
“ฉันไม่มีอะไรทำน่ะจ้ะ ก็เลยมาเดินเล่นกับคุณอิฐ แล้วก็เลยมาเยี่ยมบุญคำ”
“พอดีเลยครับ ผมจะขึ้นไปกวาดใบไม้ที่ระเบียงชั้นสองที่บ้านปาแลอยู่พอดี คุณหนูไปด้วยกันมั้ยครับ”
“จริงเหรอจ๊ะ” หล่อนบอกอย่างดีใจ ไม่นึกว่าจะได้เข้าไปในบ้านนั้นอีก
“ครับ”
บุญคำเดินนำทั้งสองคนมาจนถึงบ้านปาแล เขาไขกุญแจเข้าไปในบ้านพร้อมกับหยิบไม้กวาดและที่โกยผงที่วางพิงไว้ข้างฝาขึ้นไปด้วย แล้วจึงหันกลับมาบอกสองหนุ่มสาวที่ยืนรออยู่
“ขึ้นไปด้วยกันมั้ยครับคุณหนู”
เพียงเพตราพยักหน้าทันที เพราะหล่อนอยากมาที่นี่อยู่แล้ว เนื่องจากมีบางอย่างในบ้านหลังนี้เคยเรียกร้องหาหล่อน ส่วนอินทรนั้นตามใจเพียงเพตรา
หญิงสาวเดินตามบุญคำขึ้นไปยังชั้นบน ทว่าเมื่อเดินผ่านโถงทางเดินและผ่านประตูห้องห้องหนึ่งไป แรงดึงดูดบางอย่างก็ส่งกระแสของมันออกมา
เพียงเพตราหันมองบานประตูนั้นอย่างใจลอย นัยน์ตาสีฟ้าจับจ้องบานประตูนิ่ง แล้วจึงก้าวตรงไปหาบานประตูอย่างไม่รู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่
“คุณแพทครับ...”
อินทรเรียก เมื่อเห็นหล่อนเดินตรงไปทางนั้น ส่วนคนสวนที่เดินนำอยู่พอได้ยินเสียงของอินทรก็หันมองด้วยความสงสัย แต่ดูเหมือนเสียงอินทรจะส่งไปไม่ถึงจิตใจของหล่อน
“คุณแพทครับ...”
ชายหนุ่มเรียกอีกครั้ง แต่ไม่ได้ผล หล่อนไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกของเขา อินทรจึงตัดสินใจตรงเข้าคว้าแขนหล่อนเอาไว้แล้วกระตุกแรงๆ
“คุณแพท!” เขาเรียกอีก
คราวนี้คนถูกแรงดึงดูดบางอย่างพาไปก็ค่อยกะพริบตาปริบๆ สองสามครั้ง ก่อนจะหันมาถามเขาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าหล่อนไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังทำอะไร
“มีอะไรเหรอคะคุณอิฐ”
อินทรถอนหายใจพรืดก่อนถามกลับไป “คุณแพทจะไปไหนครับ?”
“ไป? ไปไหนเหรอคะ ก็ฉันกำลังเดินตามบุญคำไปที่ระเบียงนี่คะ”
หล่อนบอกพลางขมวดคิ้วเข้าหากันแล้วมองเลยไปยังบุญคำที่ยืนอยู่ไม่ไกล เสมือนขอความแน่ใจว่าที่พูดไปมันไม่ผิดกับความเป็นจริงใช่มั้ย แต่ว่าใบหน้าของคนสวนเก่าแก่มีบางอย่างที่ทำให้หล่อนรู้สึกได้ว่ามันเกิดเหตุผิดปกติขึ้น
บุญคำไม่ตอบอะไรทั้งที่เห็นอยู่ว่าคุณหนูของเขากำลังเดินเข้าไปหาประตูห้องด้านหนึ่ง หล่อนไม่ได้เดินตามเขามาเหมือนกับอินทร และดูเหมือนหล่อนจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
เพียงเพตราเหลือบมองรอบตัวและเพิ่งรู้ว่าตัวเองมายืนอยู่หน้าประตูห้องห้องหนึ่ง โดยมีอินทรคว้าแขนเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ใบหน้าสวยหันมองบานประตูตรงหน้าอย่างสงสัยพลางนึกไปถึงแรงดึงดูดที่แสนโหยหาราวกับมันกำลังร้องเรียกหล่อนให้เข้าไปในนั้น
“ห้องนี่มีอะไรหรือจ๊ะบุญคำ?”
“ห้องนี่เป็นห้องเก็บของของท่านสืบสินครับ เป็นห้องเดียวที่ผมไม่มีกุญแจและไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง”
“ทำไมล่ะจ๊ะ?”
“ท่านสั่งไว้น่ะครับ ว่าไม่ให้ใครเข้ามาแตะต้องของในนี้ คนที่มีกุญแจห้องนี้ก็คือคุณผู้หญิงคนเดียวเท่านั้นครับ”
“งั้นเหรอจ๊ะ น่าเสียดายนัก...”
หญิงสาวพึมพำอย่างแสนเสียดาย อินทรที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พอเห็นหล่อนมีสติกลับมาครบถ้วนก็ยอมปล่อยมือจากหล่อน แต่ก็ยังไม่วายเหลือบมองประตูห้องด้วยความสงสัย เขารู้สึกว่าไม่ได้คิดไปเอง มันเป็นสองครั้งแล้วที่หล่อนทำท่าเหมือน...ถูกอะไรบางอย่างเรียกเข้าไปหา
ครั้งแรกก็ทำท่าจะปีนระเบียงลงมาเมื่อมองบ้านปาแล ครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน บางทีหลังประตูบานนี้อาจจะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ และมันคือคำตอบที่สงสัยมานานนั่นเอง!
จากนั้นทั้งสามคนก็เดินมาจนถึงระเบียงเปิดโล่งบนชั้นสองของบ้านปาแล บุญคำเริ่มกวาดเศษใบไม้แห้งที่ปลิวมาตกบนระเบียง ในขณะที่เพียงเพตราเดินชมรอบๆ ระเบียงกว้าง ซึ่งด้านหนึ่งมีเงาของหลังคาบ้านปาแลทอดผ่านทำให้ยืนรับลมได้อย่างสบายโดยไม่โดนแสงแดดทำร้าย
เพียงเพตราเท้ามือลงไปบนราวระเบียงเพื่อชื่นชมธรรมชาติ ฉับพลันนั้นเองเสียงลั่นเปรี๊ยะก็ดังขึ้นพร้อมกับราวระเบียงที่แยกตัวออกจากกัน
ร่างสูงโปร่งถลาไปเบื้องหน้าตามแรงดึงดูดของโลกและน้ำหนักตัวที่โน้มลงไปพร้อมกับเสียงร้องตกใจของบุญคำและเสียงระเบียงไม้ตกลงสู่พื้นเบื้องหลังดังสนั่น
“คุณหนู!”
โครม...
“คุณแพท!”
อินทรกระโจนพรวดเดียวถึงริมระเบียง เขาคว้าข้อมือของเพียงเพตราที่จับยึดพื้นระเบียงไว้ได้ แต่ก็เกือบจะหล่นมิหล่นแหล่
“คุณแพท ผมจับไว้แล้ว ไม่ต้องกลัวนะครับ” เขาบอกเพราะกลัวหล่อนจะตะเกียกตะกายดิ้นรนจนทำให้ตัวเองตกลงไปข้างล่างแทน
เพียงเพตราเงยหน้าขึ้นมาพยักหน้ากับเขา นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววตระหนกและตื่นกลัวชัดเจน ตอนนี้เองที่บุญคำเข้ามาช่วยอินทรดึงเพียงเพตราขึ้นมาอีกแรง
แม้ว่าการตกลงไปยังพื้นเบื้องล่างอาจจะไม่ถึงตาย แต่ก็คงทำให้บาดเจ็บสาหัสได้เหมือนกัน เพราะความสูงนั้นมากกว่าสี่เมตร
ทั้งสองคนช่วยกันดึงเพียงเพตราขึ้นมาบนระเบียงจนสำเร็จ แต่กว่าจะขึ้นมาได้ก็ทุลักทุเลเอาการ หญิงสาวหอบหายใจถี่ด้วยความตกใจพอๆ กับสองชายต่างวัยที่หอบไม่แพ้กันเพราะกลัวว่าหล่อนจะตกลงไปข้างล่าง
“ขอบคุณค่ะคุณอิฐ บุญคำ” หล่อนบอก ยังไม่คลายความตกใจ
นิ้วมือเรียวยาวชื้นเหงื่อชุ่มแต่กลับเย็นเฉียบเพราะความตกใจและความกลัว หล่อนไม่อยากคิดเลยว่าถ้าคว้าพื้นระเบียงไว้ไม่ทันและอินทรมาช่วยไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น
คงเป็นหล่อนนั่นแหละที่ตกลงไปกองรวมกับเศษซากระเบียงไม้เบื้องล่าง!
“คุณโอเคมั้ยครับ?”
เขาถามแต่ก็นึกรู้เหมือนกันว่าหล่อนไม่โอเคแน่ ก็เพิ่งจะผ่านเหตุหน้าสิ่วหน้าขวานมาสดๆ ร้อนๆ แต่คำถามนั้นไม่ได้ถามเพื่อจะเอาคำตอบ แต่ถามเพื่อทดสอบและเรียกสติ รวมทั้งขวัญที่หล่อนทำหายกระเจิงไปเมื่อครู่ให้กลับมา
“ฉัน...”
เพียงเพตราพูดอะไรไม่ออก หล่อนตกใจเกินกว่าจะโต้ตอบกลับมาได้ ภาพของผู้หญิงที่กำลังตื่นตกใจทำให้อินทรตัดสินใจเอื้อมมือไปดึงหล่อนมากอดไว้ในอ้อมแขน ตัวหล่อนสั่นเทาราวกับลูกนกน้อย หล่อนไม่ได้สะบัดหนีต่อสัมผัสของอ้อมกอดของเขา ตรงข้ามกลับรู้สึกปลอดภัยยิ่งนักเมื่อเขากอดเอาไว้
อินทรกอดหล่อนไว้จากเบื้องหลังพลางก้มลงมากระซิบใกล้ๆ ด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและอ่อนโยน เพื่อหวังให้มันทำลายความตื่นกลัวตกใจให้หายไป
“ไม่เป็นไรแล้วนะครับ ไม่เป็นไรแล้ว ผมอยู่นี่แล้ว”
เขาพูดเหมือนปลอบเด็กตัวน้อย แต่ทั้งน้ำเสียงและอากัปกิริยานั้นกลับทำให้มโนภาพและความทรงจำอันล้ำลึกที่ถูกซ่อนอยู่ผุดขึ้นมา
“ข้าอยู่นี่ อยู่ข้างๆ ท่าน เจ้านางแก้ว...”
“อย่านะ อย่าทิ้งเราไปนะ ผาคำ!”
ถ้อยความโต้ตอบดังก้องกังวานอยู่ในหัวสมอง ความทรงจำที่เริ่มผุดพรายก่อตัวขึ้นเป็นความโหยหาที่ยากจะเข้าใจได้ เพียงเพตรายกมือขึ้นจับท่อนแขนแข็งแรงของเขาที่โอบกอดหล่อนไว้ ก่อนจะซบหน้าลงกับท่อนแขนของเขาอย่างจำยอม
หากภาพที่เพียงเพตราซบหน้าลงกับแขนของอินทร ทำให้คนที่อยู่ดูโลกมานานกว่าอย่างบุญคำได้รู้อะไรหลายๆ อย่าง ว่าระหว่างคุณหนูของเขากับผู้ชายคนนี้เป็นมากกว่าผู้ร่วมงาน แต่เป็นคนที่จะคอยอยู่เคียงข้างนับจากนี้และตลอดไปต่างหาก
บุญคำยิ้มกับตัวเอง เขาเริ่มเห็นอนาคตอันใกล้นี้แล้ว ว่าอีกไม่นานหรอกคุณผู้หญิงพรพรรณคงได้รู้ว่าท่านไม่สามารถเอาชนะ แมรี่ โจนส์ ได้ และยิ่งไม่สามารถเอาชนะความรักของลูกสาวของ แมรี่ โจนส์ ได้ด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ อินทรก็พาเพียงเพตราลงมาข้างล่าง เขาให้หล่อนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ กับบ้านปาแลและใกล้ในระยะลานสายตาของเขาที่จะปกป้องหล่อนได้ทัน
ส่วนตัวเขาเองเดินไปดูเศษซากของราวระเบียงที่ร่วงลงมาหักพังอยู่บนพื้น ชายหนุ่มหยิบเศษซากขึ้นมาดูหลายๆ ชิ้น ปากก็แกล้งถามบุญคำที่ยังกวาดระเบียงอยู่ข้างบนไปพลาง
“ระเบียงนี่ มันเก่าขนาดหักลงมาได้เลยเหรอครับลุง?”
“ก็เป็นได้ครับ โดนฝนโดนแดดขนาดนี้ ก็คงผุพังไปตามกาลเวลา” บุญคำตะโกนตอบกลับลงมาโดยไม่ได้คิดอะไร แต่อินทรกลับคิดมากกว่านั้นเมื่อเหลือบเห็นเศษไม้สองสามชิ้นมีลักษณะเหมือนถูกอะไรเลื่อยบั่นเอาไว้
“มันคงไม่หักลงมาง่ายๆ หรอก ถ้าไม่มีใครต้องการให้หัก”
เขาพูดกับเศษไม้ในมือก่อนจะกระตุกยิ้มอย่างเลือดเย็น ถ้าคนที่ต้องการทำให้มันหักไม่ได้มีญาณวิเศษรู้ล่วงหน้าว่าเพียงเพตราจะไปยืนอยู่ ณ จุดนั้น ก็แสดงว่าคนที่ทำอย่างนี้ไม่ได้หวังเพียงแค่เพียงเพตรา แต่หวังร้ายไปถึงใครอีกหลายคนที่อาจจะไปยืนอยู่ตรงจุดนั้นและตกลงมา และคนแรกที่จะต้องสังเวยก็คือ บุญคำ
แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่า ถ้าทำร้ายบุญคำแล้วจะได้อะไรขึ้นมา?!
โปรดติดตามอ่านต่อฉบับหน้า
เพียงใจภักดิ์ มีวางจัดจำหน่ายเเล้วที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ
|
|
| ชื่อ : |
|
เพียงใจภักดิ์ |
| รหัสหนังสือ : |
|
ISBN 978-616-500-022-2 |
| ชื่อผู้แต่ง : |
|
ไอศิยา |
| ราคาปกติ : |
|
220 |
| ราคาสมาชิก : |
|
187 |
 |
|
|