Sataporn Books homepage

  หน้าแรก Pimkhammag เกี่ยวกับเรา วิธีการสั่งซื้อ ข่าวสาร ถาม-ตอบ Webboard Fanclub Links ติดต่อเรา Site Map  

Count : 127541
Login

forgot password?
  ฝนล้างไฟ
 
ชื่อตอน :  ตอนที่ 10 ชื่อผู้แต่ง :  ไปรยา
บทที่ 10
                นานเกือบสามเดือนเต็มที่ชาลิสาไม่ได้ไปที่เรือนตรีทิพย์ หลังจากสูญเสียกิจการที่เคยเป็นของมารดาให้กับแม่เลี้ยง หล่อนกับพรรณวดีก็เก็บตัวอยู่ที่บ้าน ทันทีที่น้าสาวยื่นใบลาออกตามที่ตั้งใจไว้ สองน้าหลานจึงกลายเป็นคนตกงานไปโดยปริยาย
                ธาวินตามมาหาชาลิสาถึงบ้านพรรณวดี เพื่อปรับความเข้าใจกับหญิงสาวผู้เป็นทายาทเพียงคนเดียวของจารุทัศน์ พร้อมกับรับปากว่าจะนำหุ้นทั้งหมดที่เป็นของหล่อนกลับมาคืนโดยเร็วที่สุด   
                หล่อนไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่ไม่รู้ประสีประสาถึงจะได้หลงเชื่อคำพูดของธาวิน คนเห็นแก่ได้อย่างดาริกามีหรือจะยอมคืนหุ้นมูลค่ามหาศาลให้หล่อนง่ายๆ ถ้าไม่คิดว่าบิดามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้หล่อนคงอาละวาดกับแม่เลี้ยงถึงขั้นแตกหักไปนานแล้ว
                ‘คุณเก็บความหวังดีของคุณไว้ดีกว่า แล้วกลับไปดูแลแม่ดูแลน้องคุณไว้ให้ดีสักวันฉันจะกลับไปทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของแม่ฉันกลับคืนพร้อมกับดอกเบี้ยที่พวกคุณต้องชดใช้’
                วันนั้นชาลิสาประกาศกร้าว ไม่สนใจสีหน้าท่าทางสำนึกผิดของธาวินที่นั่งก้มหน้าฟังหล่อนโดยไม่เอ่ยปากตอบโต้ออกมาสักคำ แต่ความเสียใจของเขาไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้น เพราะหล่อนไม่เชื่อในสิ่งที่เขาแสดงออกมาให้เห็น
                  สุดท้าย ชายหนุ่มผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายก็เดินคอตกกลับออกไป ในขณะที่ชาลิสานั่งเชิดหน้า มือทั้งสองกำแน่นพยายามระงับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิตใจ
                นับจากวันนั้น หล่อนกับพรรณวดีก็พากันขับรถตระเวนท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด ทิ้งความเศร้าเสียใจไว้เบื้องหลัง การได้ออกไปเห็นวิถีชีวิตผู้คนที่ไม่คุ้นเคยสร้างความสุขใจได้อย่างประหลาด การดำเนินชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลความเจริญทางด้านวัตถุแม้จะไม่สุขสบายเท่ากับชีวิตสวยหรูในเมืองใหญ่ แต่พวกเขาเหล่านั้นก็มีความสุขตามอัตภาพตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริของในหลวง
                เมื่อความร้อนรุ่มที่เกาะกุมอยู่ภายในจิตใจของชาลิสาเริ่มบรรเทาเบาบางลงจากเดิม หล่อนเริ่มเรียนรู้การใช้ชีวิตให้กลมกลืนกับธรรมชาติและอยู่อย่างมีสติ ส่งผลให้การมองโลกแตกต่างไปจากเดิมหล่อนเริ่มทำใจยอมรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ในระดับหนึ่ง พร้อมๆ กับการหลงลืมผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหล่อน ไม่ว่าจะเป็นบิดา ครอบครัวของแม่เลี้ยง หรือแม้กระทั่งเมธิสเพื่อนชายคนที่หล่อนให้ความสนิทสนมเป็นพิเศษ
                โดยเฉพาะรายหลัง หล่อนพบหน้าเขาครั้งสุดท้ายในวันที่เขามาหาหล่อนที่บ้านพรรณวดี หลังจากวันนั้นเขาก็หายสาปสูญ หล่อนเองก็ไม่คิดจะติดต่อกลับไป การเดินทางมาต่างจังหวัดให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน กิจกรรมใหม่ๆ ในชีวิตทำให้หล่อนลบเลือนเมธิสออกไปจากหัวใจ จากความคิดคำนึง แทบไม่หลงเหลือภาพความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหล่อนในความทรงจำอีกต่อไป
                จนกระทั่งเมื่อชาลิสากับพรรณวดีเดินทางกลับมาถึงบ้าน ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พักเหนื่อย เสียงโทรศัพท์ภายในบ้านก็ดังขึ้นเหมือนรับรู้ถึงการกลับมาของสองน้าหลาน
                “โทร. มาทำไม...” ชาลิสากระชากเสียงถามเมื่อได้ยินเสียงของคนที่โทร.เข้ามา
                “แม่ให้ฉันโทร. มาเชิญคุณสากับคุณพรรณมาร่วมงานหมั้นของฉัน” พิสรีย์ส่งเสียงเจื้อยแจ้วสดใสอย่างคนเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขสมหวัง
                “เธอจะหมั้น แล้วฉันกับน้าพรรณไปเกี่ยวอะไรด้วย”
                “ฉันก็ไม่คิดว่าเรื่องของฉันกับคู่หมั้นจะต้องไปเกี่ยวข้องอะไรกับคุณสา แต่แม่บอกว่าถึงยังไงคุณสากับคู่หมั้นของฉันก็เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน”
                “เธอหมายความว่ายังไง” ชาลิสาพยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหวไปตามความรู้สึกหวั่นใจที่เกิดขึ้นในขณะนี้
                “ฉันกับคุณแม็คกำลังจะหมั้นกัน” คำพูดของพิสรีย์ดังก้องกังวานดุจคมมีดกรีดลงกลางหัวใจ “ได้ยินไหมว่าฉันกับคุณแม็ค...”
                “เมื่อไหร่” ชาลิสากลั้นใจถามออกไป
                “พรุ่งนี้ตอนเก้าโมงที่เรือนตรีทิพย์ คุณสามาให้ได้นะคะ” พิสรีย์ย้ำพลางส่งเสียงหัวเราะอย่างผู้ชนะก่อนวางสาย
                ชาลิสาทรุดตัวลงนั่งกับโซฟาข้างโต๊ะวางโทรศัพท์ หญิงสาวไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายอย่างที่ควรจะเป็น หล่อนแค่รู้สึกชาที่หัวใจไม่ถึงกับเจ็บปวดเหมือนเมื่อครั้งที่ได้รับข่าวการจากไปของมารดา
                “สา...สาเป็นอะไรไปลูก” พรรณวดีร้องออกมาอย่างตื่นตระหนกเมื่อเดินเข้ามาเห็นหล่อนนั่งนิ่ง “ใครโทร. มา” น้าสาวถามย้ำเมื่อไม่ได้รับคำตอบ
                “พิสรีย์...” ชาลิสาตอบออกมาเหมือนคนละเมอ
                “คุณศักดิ์...คุณศักดิ์เป็นอะไรหรือเปล่า”
                ชาลิสาส่ายหน้า เวลานี้ในหัวสมองอื้ออึงด้วยคำพูดซ้ำๆ ซากๆ ของพิสรีย์ซึ่งตอกย้ำถึงชัยชนะที่ได้รับ ในขณะที่หล่อนต้องพ่ายแพ้ให้กับคนพวกนั้นอีกครั้งหนึ่ง
                “พิสรีย์เขาโทร.มาเชิญสากับน้าพรรณให้ไปร่วมงานหมั้น” สุดท้ายเมื่อเรียกสติกลับคืนมาได้ชาลิสาจึงหันไปบอกกับน้าสาว
                “งานหมั้น...ใครจะหมั้นกับใคร”
                “แม็คกับพิสรีย์”
                “สาว่าอะไรนะ” พรรณวดีเลิกคิ้วสายตาจับจ้องใบหน้าชาลิสาแทบไม่กะพริบ
                “แม็คกับพิสรีย์เขาจะหมั้นกันพรุ่งนี้ตอนเก้าโมงค่ะน้าพรรณ”
                พรรณวดีทรุดตัวลงนั่งข้างชาลิสาก่อนจะดึงร่างบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอดพร้อมกับยกข้างหนึ่งขึ้นลูบหลังหลานสาวอย่างแผ่วเบาราวกับต้องการปลอบประโลมให้เด็กหญิงตัวน้อยคลายจากอาการเสียขวัญ
                “ทำใจดีๆ นะลูก”
                “สาไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ” ชาลิสาบอกพร้อมกับฝืนตัวออกจากอ้อมแขนของน้าสาว
                “สาแน่ใจนะ” พรรณวดีคาดคั้นอย่างห่วงใย
                ชาลิสาฝืนยิ้มแทนคำตอบ การจากไปของมารดาถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต แต่สำหรับเมธิส เขาก็เป็นแค่เพียงผู้ชายโลเลหลายใจคนหนึ่งที่ไม่มีค่ามากพอสำหรับความปรารถนาดีที่หล่อนหยิบยื่นให้ สมแล้วที่เขากับพิสรีย์ลงเอยกันได้ ผู้หญิงร้ายย่อมคู่กับผู้ชายเลวเสมอ
                “น้าพรรณไปเป็นเพื่อนสาด้วยนะคะ”
                “สาหมายถึง...” พรรณวดีจ้องหน้าหล่อนอย่างไม่เชื่อสายตา
                “สาจะไปงานหมั้นของพิสรีย์”
                “ถ้าสาไม่อยากไป ก็ไม่ต้องไปนะลูก คุณศักดิ์เขาคงไม่ว่าอะไร”
                “ถ้าสาไม่ไปคนพวกนั้นก็จะคิดว่าสาเสียใจ สาจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าสาสบายดีไม่ได้อกหักจนออกไปพบหน้าใครต่อใครไม่ได้” หล่อนยืนยันเสียงแข็ง
                “ถ้าสาคิดว่าตัวเองทนที่จะเห็นคนรักหมั้นกับคนอื่นได้ น้าก็ไม่ว่าอะไร”
                “น้าพรรณไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ สาไม่เข้าไปล้มงานพวกเขาแน่”
                “น้ารู้ว่าหลานของน้าไม่ทำอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว”
                “แม็คเขาไม่ได้มีค่ามากพอที่สาจะต้องเอาตัวเองเข้าไปแลกแบบนั้นหรอกค่ะ”
                “น้าอยากรู้นักว่านายแม็คเขาจะทำหน้ายังไงเวลาที่เจอกับสา”  
                “เขาก็จะตีหน้าเศร้าแล้วเดินเข้ามาบอกทั้งน้ำตาว่าเขาเสียใจที่ทำให้สาเข้าใจผิดเพราะความสับสนของเขา ความจริงแล้วเขารู้สึกกับสาแค่เพื่อนเท่านั้น” ชาลิสาตอบเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
                “ทำไมเขาถึงใจร้ายใจดำกับสาแบบนี้” พรรณวดีเอ่ยออกมาอย่างเจ็บแค้นแทนหลานสาว
                “อย่าไปโทษเขาเลยค่ะ เขากับพิสรีย์อาจจะรักกันจริงๆ ก็ได้”
                “ทั้งๆ ที่สองคนนั่นเพิ่งพบกันอย่างนั้นน่ะเหรอ”
                ชาลิสาถอนหายใจระบายความรู้สึกอัดอั้นที่สะสมซุกซ่อนอยู่ภายในหัวใจมาเนิ่นนาน ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ได้หนักหนาสาหัสก็จริง แต่มันก็ทำให้หล่อนหายใจติดขัดและรู้สึกเจ็บร้าวกับความพ่ายแพ้ที่วนเวียนเข้ามาในชีวิตดุจเงาตามตัวที่ไม่มีวันพรากจากกันไปได้
                ภาพใบหน้าคมเข้มของเมธิสย้อนกลับเข้ามาในห้วงคำนึง เช่นเดียวกับไออุ่นจากอ้อมแขนแกร่งที่ยังคงตรึงตราล้อมรอบเรือนกาย ในขณะที่หัวใจกลับเฉยชาไม่รู้สึกรู้สากับความรักที่เขามอบให้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชาลิสาไม่แน่ใจตัวเองด้วยซ้ำว่ารู้สึกอย่างไรกับเพื่อนชายคนพิเศษ นอกจากเกิดความรู้สึกที่ดีๆ เวลามีเขาอยู่ใกล้ๆ หล่อนไม่เคยบอกรักเขา เพราะถ้าไม่แน่ใจคนอย่างหล่อนไม่มีวันให้ความหวังกับใครเป็นอันขาด
ต่างจากเมธิส เขาให้ความรักหล่อเลี้ยงจิตใจของชาลิสาเสมอมา แต่หญิงสาวก็ไม่เคยคิดที่จะฝากความหวังฝากฝังอนาคตไว้กับเขา วันนี้หล่อนจึงไม่รู้สึกเจ็บปวดมากเกินไปนัก แค่รู้สึกเสียหน้าที่ต้องสูญเสียชายหนุ่มให้กับลูกสาวของศัตรู หล่อนรู้สึกเพียงเท่านั้นจริงๆ
 
งานหมั้นระหว่างพิสรีย์กับเมธิสจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเป็นกันเองภายในเรือนตรีทิพย์ แขกที่มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารและพนักงานบางส่วนของบริษัททิพยศักดิ์ข้าวไทย ซึ่งรับหน้าที่เป็นตัวแทนเข้าร่วมงานหมั้นหมายของสองหนุ่มสาวในวันนี้ 
พิสรีย์สวมชุดไทยดุสิตสีครีมประดับด้วยเครื่องเพชรครบชุด แต่งหน้าทำผมสวยงามสมกับเป็นวันสำคัญในชีวิต เช่นเดียวกับเมธิสซึ่งอยู่ในชุดไทยพระราชทาน ผมหนาดำหวีเรียบแปล้ ใบหน้าคมเจือด้วยรอยยิ้มเมื่อเดินเคียงคู่กับคู่หมั้นสาวออกมาต้อนรับผู้มาร่วมงาน
เมธิสชะงักฝีเท้าใบหน้าที่เกลื่อนด้วยรอยยิ้มจางลงทันทีที่ชาลิสาเดินเข้ามาถึงบริเวณงาน ต่างกับพิสรีย์ที่คลี่ยิ้มหวานดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายอย่างมีความหมาย หญิงสาวรีบจูงมือคู่หมั้นหนุ่มเดินตรงเข้ามาหาหล่อนกับพรรณวดี
“สวัสดีค่ะคุณสา คุณพรรณ เพิ่งมาถึงเหรอคะ เสียดายที่มาไม่ทันพิธีหมั้น” พิสรีย์ทักทายสีหน้าท่าทางผิดหวังที่สองน้าหลานมาไม่ทันร่วมเป็นสักขีพยานรักในครั้งนี้
เมธิสยกมือขึ้นไหว้พรรณวดี แต่สายตาชำเลืองมองมาทางหญิงสาวผู้กลายเป็นอดีตแห่งรัก เมื่อชาลิสาหันไปสบตาริมฝีปากหยักได้รูปนั้นจึงแต้มด้วยรอยยิ้มจางๆ ก่อนเอ่ยคำทักทาย
“ทานอะไรหรือยังสา”
“ยินดีด้วยนะคะแม็ค” ชาลิสาบอกเสียงเรียบไม่สนใจท่าทีห่วงใยที่ชายหนุ่มจงใจหยิบยื่นให้
 “ขอบคุณมากนะคะคุณสาที่สละเวลามาเป็นเกียรติ”
“ฉันไม่ได้คิดจะมาเป็นเกียรติอย่างที่เธอเข้าใจหรอกนะพิสรีย์ ฉันแค่อยากมาดูหน้าคนที่หมั้นหมายกันเพราะผลประโยชน์”
พิสรีย์ทำหน้าเหรอหราหันไปสบตากับเมธิสที่ยืนนิ่งสีหน้าเหมือนกำลังถูกผีหลอก ชาลิสายิ้มสะใจก่อนพูดเสียงดังฟังชัด
“คนที่มาร่วมงานหมั้นของเธอ เขาก็คงคิดอย่างฉัน แต่ไม่มีใครกล้าพูด เธอกับผู้ชายคนนี้” หล่อนปรายตามาทางเมธิส “ทำให้ใครต่อใครเชื่อว่า รักกัน แต่สำหรับฉัน ไม่โง่พอที่จะเชื่อว่าเธอหมั้นกันเพราะความรัก”
“หยุดพล่ามได้แล้วชาลิสา” พิสรีย์ออกมาตวาดอย่างลืมตัว
ผู้คนที่มาร่วมงานต่างเริ่มหันมามองพิสรีย์เป็นตาเดียวกัน แต่หล่อนทำเหมือนไม่สนใจความอยากรู้อยากเห็นของคนเหล่านั้น
“เราเข้าไปหาคุณศักดิ์กันดีไหม” พรรณวดีเอื้อมมาจับมือชาลิสาบีบเป็นเชิงเตือนให้หลานสาวสงบสติอารมณ์
“ฉันพูดแทงใจดำมากหรือไง ถึงได้ทำท่าทำทางเหมือนสัตว์ถูกสาดด้วยน้ำร้อนแบบนั้น”  
“มันไม่มากไปหน่อยหรือคะคุณสา” ดาริกาเดินเข้ามาขนาบข้างลูกสาว
“คนไม่รู้จักพออย่างพวกคุณรู้จักคำว่ามากไปน้อยไปด้วยหรือ” ชาลิสาหันมาเผชิญหน้ากับแม่เลี้ยง
ใบหน้าขาวจัดของหญิงสูงวัยเริ่มเปลี่ยนสีเช่นเดียวกับร่างซึ่งสวมไว้ด้วยชุดผ้าไหมสีเขียวเข้มสั่นเทิ้มตามพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ
“น้ากับลูกไปทำอะไรให้คุณ หรือคุณโกรธที่แม็คเขาเลือกยายพีทแทนที่จะเป็นคุณ”
“ฉันเนี่ยนะโกรธ” ชาลิสาเลิกคิ้วกวาดสายตามองคู่หมั้นใหม่หมาดตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้า “ฉันดีใจต่างหากที่ลูกสาวของคุณลงเอยกับผู้ชายคนนี้ได้”
“กิริยาท่าทางเถื่อนๆ แบบนี้น่ะหรือที่เรียกว่าดีใจ” พิสรีย์ถามขึ้นอย่างเหลืออดในขณะที่เมธิสยืนก้มหน้าสงบปากคำ
“เอาเป็นว่า ฉันยินดีกับความสำเร็จของพวกคุณ ฉันขอให้คุณได้แต่งงานสมกับที่ตั้งใจไว้ก็แล้วกัน”
“คุณสายังหวังที่จะให้แม็คเขากลับไปหาคุณอย่างนั้นหรือคะ”
ชาลิสาประสานสายตากับเมธิส ริมฝีปากบางยิ้มเหยียดเพียงชั่วครู่จึงหันกลับมาพูดกับลูกสาวของแม่เลี้ยงที่ยืนหน้าตาบอกบุญไม่รับ
“ผู้ชายคนนี้ไม่ได้มีค่ามากพอที่คนอย่างฉันจะต้องตั้งความหวังไว้แบบนั้น ความจริงแล้วตอนนี้ฉันโล่งใจเสียด้วยซ้ำที่ไม่ฝากชีวิตอันมีค่าของฉันไว้กับผู้ชายที่มีความเป็นลูกผู้ชายแค่เปลือกนอกอย่างเมธิส”
คนถูกตราหน้ายืนนิ่งในขณะที่คู่หมั้นสาวยืนกระฟัดกระเฟียดจ้องมองชาลิสาเหมือนจะตรงเข้ามาฉีกร่างของหล่อนออกเป็นชิ้นๆ
“เราเข้าไปหาคุณศักดิ์กันดีกว่านะลูก” พรรณวดีเอ่ยพลางดึงมืออันเย็นเฉียบของหลานสาวเดินออกห่างกลุ่มคนเหล่านั้น
ชาลิสาก้าวเท้าออกเดินเหมือนคนละเมอผ่านหน้าผู้คนที่มาร่วมงาน สายตาอยากรู้อยากเห็นหลายคู่มองตามร่างระหงซึ่งสวมชุดราตรีสั้นสีเทาเข้ม ใบหน้างดงามนั้นนิ่งเฉยจนดูน่ากลัว พรรณวดีกระชับมือหลานสาวไว้แน่นสีหน้าท่าทางเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
“สาไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ” ชาลิสาเอ่ยเบาๆ เมื่อเดินเข้ามาภายในตึก
“คุณสา...” ป้าผ่องวิ่งเข้ามาหยุดยืนต่อหน้านายสาว
“พ่ออยู่ไหนคะป้าผ่อง”
“คุณท่านอยู่บนห้องนอนนั่นแหละค่ะ”
ชาลิสาหันไปสบตาพรรณวดี รู้สึกแปลกใจที่บิดาไม่ลงมาร่วมงานสำคัญของลูกสาวแม่เลี้ยง แต่หล่อนก็ได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมจากคนเก่าแก่ของบ้านในทันที
“คุณท่านหลับอยู่ค่ะ”
“สาจะขึ้นไปหาพ่อ น้าพรรณไปกับสานะคะ”
พรรณวดีพยักหน้าตอบรับ ชาลิสาจึงรีบเดินนำหน้าขึ้นไปยังห้องนอนของบิดา ลืมเหตุการณ์ที่ทำให้เสียใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเสียสนิท
 
ราชศักดิ์นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ดวงหน้าซีดเซียวร่างกายซูบลงไปกว่าเดิมอย่างน่าใจหาย ชาลิสาไม่ได้กลับเข้าบ้านนับจากรู้เรื่องที่ผู้ให้กำเนิดโอนหุ้นในบริษัทให้กับแม่เลี้ยง ความผิดหวังเสียใจสร้างความโกรธแค้นจนไม่อยากมาเหยียบที่นี่ หญิงสาวหลงลืมอาการเจ็บป่วยของบิดาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเสียสนิท คิดไม่ถึงว่าคนที่เคยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงจะกลับกลายเป็นคนป่วยหนักได้ขนาดนี้
ชาลิสาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวยาวที่วางอยู่ริมหน้าต่างถัดจากเตียงนอนของบิดาไปเพียงเล็กน้อย สายตาจับจ้องที่ใบหน้าคนบนเตียง ภายในใจหวั่นไหวกับภาพที่เห็น
พรรณวดีเดินเข้ามานั่งลงข้างหญิงสาว ยื่นมือมาจับตรงต้นแขนบีบเบาๆ อย่างเข้าใจความรู้สึก สีหน้าบ่งบอกถึงความห่วงใยที่มีต่อราชศักดิ์ดุจเดียวกับที่หล่อนเคยเห็นจากแววตาของมารดา
“พ่อเขาเป็นอะไรกันแน่คะน้าพรรณ”
“น้าจะลองถามคุณดา เขาคงรู้ดีว่าคุณศักดิ์ป่วยเป็นอะไรกันแน่”
“สากลัวว่าพ่อจะเป็นอย่างแม่”
“สาอย่าเพิ่งคิดไปในทางไม่ดีเลยนะ น้าเชื่อว่าคุณศักดิ์ต้องไม่เป็นอะไร”
“คนพวกนั้นต้องทำอะไรพ่อแน่ๆ พ่อไม่เคยป่วยนานแบบนี้”
ตั้งแต่จำความได้ชาลิสาไม่เคยเห็นบิดาเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนคนอื่น ด้วยความที่เป็นคนให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายรวมถึงอาหารการกิน ราชศักดิ์จึงดูหนุ่มกว่าวัย ไม่มีโรคประจำตัวอย่างคนวัยเดียวกัน กระทั่งดาริกาเข้ามาอยู่ในเรือนตรีทิพย์ผู้ให้กำเนิดทั้งสองต้องกลายเป็นคนป่วยร่างกายอ่อนแอราวกับได้รับเชื้อโรคร้าย
“คุณดาเขาคงไม่กล้าทำอะไรคุณศักดิ์แบบนั้น”
“สาจะพาพ่อไปตรวจร่างกายอย่างละเอียด หมอคงให้คำตอบกับเราได้”
“คุณดาเขาคงไม่ยอมให้เราทำอย่างนั้นหรอกสา”
“แต่สาเป็นลูกนะคะ ทำไมสาจะพาพ่อไปหาหมอไม่ได้ คุณดาเขาไม่มีสิทธิ์อะไรมาห้ามสา”
“สาลืมไปแล้วหรือไง คุณดาเขาเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายของพ่อสา เขาไม่ใช่คนอื่นอีกต่อไปแล้ว”
“น้าพรรณจะปล่อยให้พวกเขาทำร้ายพ่อเหมือนที่เคยทำกับแม่สาอย่างนั้นเหรอคะ” ชาลิสาถามเสียงสั่นเริ่มสับสนกับเรื่องราวที่ถาโถมเขามาหาหล่อนจนแทบจะพยุงร่างกายไว้ไม่อยู่
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะสา แต่สาลองคิดดูให้ดีถ้าคุณดาเข้าทำร้ายคุณศักดิ์อย่างที่เราคิด เขาก็คงไม่ปล่อยให้เราพาไปหาหมอแน่ แล้วถ้าสาไปโวยวาย เขาก็จะรู้ว่าเรารู้แผนการของเขา สู้เราทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วค่อยๆ สืบดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณศักดิ์ไม่ดีกว่าหรือ”
“สากลัวว่าพ่อจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้สิคะ”
“แต่น้าว่าถ้าคุณดาเขาเคยทำร้ายพี่ทิพย์จริงเขาก็ไม่น่าจะลงมือทำอะไรคุณศักดิ์ตอนนี้มันเร็วเกินไป” พรรณวดีตั้งข้อสังเกต
“จริงของน้าพรรณ ขืนเขาทำอะไรอย่างนั้น คนก็ต้องสงสัย”
“สาต้องเชื่อใจน้านะลูก น้าเองก็เป็นห่วงคุณศักดิ์ไม่แพ้กับสาเหมือนกัน”
ขวัญและกำลังใจของชาลิสากลับคืนมาอีกครั้งหลังจากได้ยินคำพูดของน้าสาว นับจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หล่อนสัญญากับตัวเองว่าจะใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหามากกว่าจะใช้อารมณ์ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว
 
 
 
       
 
 
  บริษัท สถาพรบุ๊คส์ จำกัด
ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหนังสือคุณภาพ
  18 ซอยลาดปลาเค้า 63 ถนนลาดปลาเค้า แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10220
โทร. 0-2940-3855-6, 0-2940-3979-80 / โทรสาร. 0-2940-3970
Website : www.satapornbooks.com / Email : info@satapornbooks.com