Sataporn Books homepage

  หน้าแรก Pimkhammag เกี่ยวกับเรา วิธีการสั่งซื้อ ข่าวสาร ถาม-ตอบ Webboard Fanclub Links ติดต่อเรา Site Map  

Count : 127541
Login

forgot password?
  ลายรักอสูร
 
ชื่อตอน :  ตอนที่ 11 ชื่อผู้แต่ง :  สาลิน
 

ตอนที่ 11

 

“นั่นใคร ฮึ !

เสียงทรงอำนาจอย่างคนที่เป็นครูมานานดังขึ้น ทำให้ขชลสะดุ้งโหยง คล้ายกับตัวเองกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง

เจ้าของเรือนเดินลงมาจนถึงใต้ถุน เข้ามาใกล้ตัวสั่นๆ ของขชลที่ไม่รู้ว่าสั่นเพราะหนาวหรือกลัวกันแน่ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้กลับมาเจอคุณครูถวิลทิพย์อีกครั้งในสภาพที่ไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำ !

“อ้า...นั่น...เจ้าชลลูกคุณอุเชนนี่”

“ครับ...ครู” ขชลรับเสียงอ่อย

เด็กสาวที่พาเขามาด้วยดวงตาเลิ่กลั่ก ก่อนเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร “อ้อ...ลูกศิษย์ของย่าเองหรือจ้ะ ปั้นเก็บได้ริมทางตะกี๊นี้เอง”

ได้ยินว่า เก็บได้ขชลก็หันมาทำหน้าไม่สบอารมณ์ แต่เจ้าตัวกับลอยหน้าลอยตา

“เก็บหรือไปเล่นคลุกอะไรมา เปียกม่อลอกม่อแลกทั้งคู่ ยังกะลูกหมาตกน้ำ”

จริงๆ แล้ว ครูถวิลทิพย์คงรู้ได้ว่าเขาหนีอะไรมา เพราะจากจุดของเรือนนั้นสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ลิบๆ

“เอาเถอะ ไปอาบน้ำอาบท่าไป๊ แล้วค่อยขึ้นไปหาครูบนเรือนนะ หนีอะไรมาก็ต้องมารับโทษข้างบนเรือนครู”

บอกเสียงเด็ดขาดแล้ว เธอก็หันไปหาหลานสาวตัวเอง

“ปั้นก็ด้วย มัวแต่ยิ้มระรื่น ใครสอนให้หัวเราะเยาะคนอื่น”

“แหม ย่าจ๊ะ ก็สภาพของลูกศิษย์ย่าน่าขำจะตาย”

ขชลย่นจมูก ขยับจะโต้ แต่ครูถวิลทิพย์ก็บิดเนื้อที่แขนของหลานเสียก่อน

“โอ๊ย เจ็บนะย่า”

“เราก็เหมือนกัน ไปอาบน้ำบนเรือนไป แล้วไปอุ่นแกงส้มมะรุมมาให้เพื่อนกินด้วย กินเป็นไหมฮึ ขมๆ หน่อยนะ”

ประโยคหลังเธอหันหน้ามาหาเด็กหนุ่ม แต่ขชลแปร่งหูตั้งแต่คำว่า เพื่อน

“น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันนะ นี่หลานครูเอง ชื่อปั้นหยา เพิ่งย้ายจากกรุงเทพฯ มาเรียนม. ห้าที่นี่ก็เทอมนี้แหละ” เสร็จแล้วครูหันไปทางหลานตัวเอง บอกด้วยน้ำเสียงดุๆ ว่า “นั่นเจ้าชล ลูกศิษย์สมัยอยู่ประถมของย่าเอง ยังไม่ทิ้งลายซนเลยนะเรา”

วลีสุดท้ายทำเอาขชลหน้าม่อยลง เขาดื้อกับคนทุกคน ยกเว้นครูถวิลทิพย์นี่แหละ ที่ไม่รู้ทำไม เขายอมลงให้ทุกที

ว่ากันตามจริง ครูถวิลทิพย์เป็นครูประจำชั้นสมัยประถมของเขาเอง ซึ่งเขารักและเคารพ ทั้งยังผูกพันมาก เพราะเขาขาดแม่ ท่านจึงเปรียบเสมือนแม่คนที่สองในวัยเด็กเลยก็ว่าได้ เขาเคยร้องไห้ขี้มูกโป่งมาหาครูที่โรงเรียน หลังถูกพ่อดุ ปั่นจักรยานข้ามทุ่งไปยังโรงเรียนยามเย็น ซึ่งปกติครูจะยังไม่กลับ แล้วร้องห่มร้องไห้ให้ ครูหวินปลอบ

หลายต่อหลายครั้งที่ครูมอบความปรารถนาดีให้ ทำให้ความยำเกรงและนับถือเพิ่มพูน เชื่อฟังทุกอย่าง นายอุเชนเองก็เคยฝากฝัง

กระทั่งเขาจบประถมศึกษา เข้าเรียนมัธยมต้น ก็เลยค่อยๆ หายห่าง เพราะเปลี่ยนโรงเรียนซึ่งไกลกว่าเดิมมาก ยิ่งพอเข้าเรียนในวิทยาลัยอาชีวะ วงจรชีวิตของเขาก็ยิ่งเหมือนห่างไกลจากครูถวิลทิพย์ไปโดยปริยาย

ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า จะกลับมาพบกับครู ให้ครูดุด่าว่ากล่าวอีกครั้งอีกจนได้ แถมยังมีหลานสาวหน้าทะเล้น มาทำหน้า ล้อเลียนเขาอีกแบบนี้ !

ขชลเดินอย่างซังกะตายไปยังเพิงสังกะสีที่กั้นไว้เป็นห้องน้ำหยาบๆ กำลังจะหยิบผ้าขาวม้าที่ราวตากพอดี ก็ต้องชักเท้าหนี เพราะเหมือนไปเหยียบอะไรเข้า

เขารีบกระโดดโหยง เมื่อเห็นว่าตนได้ไปเหยียบเจ้าหมาพันธุ์ทางตัวหนึ่งที่ร้องเอ๋งแล้วรีบลุกขึ้นมาแยกเขี้ยวใส่

 

 “เฮ้ย อะไรวะเนี่ย”

ปั้นหยายังไม่ทันขึ้นบ้านดีหันมาเห็นยิ้มในหน้า แล้วออกปากดุสัตว์เลี้ยงของตัวเองอย่างจริงจัง

“ไอ้หมี หยุดนะ นั่นเพื่อนฉัน ไปไป๊ ไปนอนที่อื่น”

ถึงจะดุ แต่ ไอ้หมีที่ตัวดำปลอด ก็กระดิกหาง รีบวิ่งไปหาเจ้านายสาวของมันทันที

ขชลนึกอยากเตะหมาตัวนี้สักป๊าบ ที่มาขวางทาง ถ้าไม่ติดที่ว่าเขี้ยวมันน่ากลัวเหลือเกิน

“หมาอะไรวะ ชื่อหมี” เขาทำเสียงรวนๆ

ปั้นหยาลุกยืนจากท่าย่อตัวลงลูบหัวลูบหลังไอ้หมี

“อ้าว...ก็ตั้งตามตัวมันนั่นแหละ ชื่อหมีน่ะถูกแล้ว”

“อ๊ะ จะถูกยังไง มันหมาแท้ๆ ดันเรียกหมี”

“ก็ดูตัวมันซิ ตัวมันดำมิดหมีอย่างนี้ ฉันก็เลยตั้งว่า ไอ้ดำมิดหมี แต่ขี้เกียจเรียกยาวๆ ก็เลยย่อเหลือแค่ไอ้หมียังไงล่ะ”

ขชลขมวดคิ้วให้กับเหตุผลนั้นและหน้าตายิ้มระรื่นราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของเด็กสาว ก่อนส่ายหน้า “ไม่ยุ่งด้วยแล้ว ไปอาบน้ำดีกว่า”

เด็กหนุ่มคว้าผ้าขาวม้า เดินไปห้องน้ำ เปิดประตูสังกะสีออก หากก่อนที่จะปิดลงเพื่อทำการชำระร่างกาย เขาก็มองลอดช่องเล็กๆ ออกมาเห็นเด็กสาวที่กำลังเล่นกับสุนัขตัวโปรดอยู่อย่างร่าเริง

...แล้วเขาก็รู้สึกหัวใจกระตุกเป็นจังหวะแปลกๆ

///////////////////////////////////////////////////////////////

 

“หายหัวไปไหนมาอีก ชล”

เสียงนั้นดังก็จริง แต่ก็ไม่ได้มีอารมณ์อะไรแสดงออกมานัก

ขชลชะงักฝีเท้าทันที แต่ก็รู้โดยพลัน ว่าในน้ำเสียงที่นิ่งเรียบของพ่อนั้น มีคลื่นพายุที่กำลังจะตีวนขึ้นมาในอีกไม่ช้า

พ่อนั่งอยู่ใต้เงามืดในมุมหนึ่งของโถงเรือน อันเป็นสถานที่ประจำยามเสร็จภารกิจจากฟาร์ม เก้าอี้โยกที่ปกติจะโยกน้อยๆ อยู่เสมอ วันนี้กลับหยุดนิ่ง ราวกับจะตอบรับหัวจิตหัวใจของคนที่นั่งอยู่ด้วยกระมั้ง

เด็กหนุ่มไม่กล้าประสานสายตากับคนเป็นพ่อ ที่รู้ว่าจ้องแน่วมาทางเขา จึงเดินเลี่ยงไปยังด้านบน กำลังจะก้าวขึ้นบันไดขั้นแรกนั่นละ พ่อก็ตวาดลั่น

“ใครบอกให้แกขึ้นไป ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง”

ขชลสะดุ้งทีเดียว อารมณ์ละเมียดละไมหลังจากได้อยู่กับครูถวิลทิพย์ลอยหายไปลิบแทบจะทันที

“มาตรงนี้ มาคุยกับพ่อ !

จากนิ่งๆ บัดนี้เสียงพ่อเข้มจัด

แต่เด็กหนุ่มยังไม่ไหวติง ก้มหน้าลง คำพูดของครูถวิลทิพย์ตอนกินข้าวเย็นซึ่งประกอบด้วยแกงมะรุมและไข่เจียววุ้นเส้นร้อนๆ ยังก้องอยู่ในหัว

กินอิ่มแล้วก็รีบกลับบ้าน เดี๋ยวพ่อจะเป็นห่วง ออกมาอย่างนี้พ่อแม่ที่ไหนก็ต้องห่วง ยิ่งฝนตกอย่างนี้ด้วย ชลเอ้ย...พ่อมองทางตาละห้อยเลยละ

นึกถึงคำครูแล้วก็นึกเยาะ นี่นะหรือ ตาละห้อยของพ่อ มีแต่ตาดุๆ  และกร้าวจัดเสียมากกว่า

ครูหวินคิดผิดไปละ...

ทิฐิของเด็กหนุ่มยังมีมาก แต่ก็ไม่มากเกินที่จะบังคับขาตัวเองให้เดินไปหาพ่อ หากมิใช่ความจำยอม เป็นการท้าทายเพื่อดูว่าพ่อจะว่าอย่างไรเสียมากกว่า

“พ่อมีอะไร...”

คำถามนั้นห้วนสิ้นดี ทั้งสีหน้าสีตาของขชลก็บอกบุญไม่รับ สองสิ่งนี้จึงไปจุดไฟในใจของคนเป็นพ่อซึ่งนั่งรอลูกตั้งแต่เย็นให้โหมลุก

“ทำไมพูดจามะนาวไม่มีน้ำแบบนี้ ใครสั่งใครสอน”

น้ำเสียงดุๆ นั้น ก็ไปกระทุ้งหัวใจที่ไม่ค่อยจะดีของลูกชายอยู่แล้วด้วยเช่นกัน มันจึงกลายเป็นว่า แรงกับแรงปะทะกัน

“ก็พ่อนั่นแหละสั่งสอน ถ้าไม่สอนก็คงไม่เป็นแบบนี้”

“ไอ้ชล...! มึงกล้าย้อนกูอย่างนี้เหรอ”

ขชลผงะ เหวอเอาทีเดียว เมื่อพ่อขึ้นกูขึ้นมึงกับเขา ดวงตาของเขาเจ็บร้าว ถ้าพ่อไม่มัวแม่โมโห พ่อก็คงเห็นได้ ความน้อยเนื้อต่ำใจมันฉายชัด เขาไม่ได้ประหยัดอารมณ์ที่ถ่ายทอดออกมาเลย แต่ยามที่พ่อมีแต่โทสะเข้าครองแบบนี้ ก็คงสังเกตไม่ได้หรอก

อย่าว่าแต่สังเกตเลย จะใส่ใจและชายตามองก็ไม่มี

“ทำไม...ผมทำอะไรให้พ่อเหน็ดเหนื่อยนักหรือไง ผมก็อยู่ของผม ไม่ได้ไปทำให้วุ่นวายอะไรเลย”

“อ้อ...ไม่วุ่นวายหรือ นั่น ที่หัวไปโดนอะไรมา มึงคิดว่ากูไม่เดือดร้อนเหรอ”

ขชลเอามือไปคลำที่หน้าผากอย่างเผลอไผล ตรงนี้มีผ้าก็อซสีขาวซึ่งซับสีเลือดจนเห็นได้ชัด จำได้ว่าปั้นหยาเป็นคนปิดผ้าให้ พร้อมบ่นกระปอดกระแปด ทำยังกะรู้จักกันมานานนับปี

นี่น้า เล่นพิเรนทร์ๆ ไปแข่งรถ ขนาดไม่ได้ล้มเองยังได้แผลขนาดนี้ แล้วถ้าขึ้นรถคันที่ล้มเองจะเป็นยังไง

นึกแล้ว ก็ขำที่เด็กสาวทำราวกับถอดแบบพิมพ์มาจากครูถวิลทิพย์

ทว่า...รอยยิ้มที่เขาเผลอยิ้มเมื่อนึกถึงเด็กสาว กลับทำให้พ่อที่อยู่ตรงหน้าขณะนี้ ตีเจตนาของรอยยิ้มนั้นไปทางลบ

“มึงยิ้มเยาะกูเหรอชล...มึงดูถูกน้ำใจกูไปแล้ว มึงไปเกกมะเหรกเกเรที่ไหน อย่านึกว่ากูไม่เสียหาย คนเค้าจะมองยังไง คิดเหรอไอ้ที่ไปแข่งรถแล้วจะไม่เข้ามาถึงหูพ่อ ชาวบ้านเขาเดือดร้อน เคยคิดไหม แล้วพ่อต้องเป็นยังไง”

ตอนท้ายๆ พ่อเริ่มหอบแล้ว เพราะอารมณ์ขึ้นแรงและพ่นคำเสียงดัง

แต่ลูกชายกลับเลือดขึ้นหน้า เทียวปัดความคำพูดนั้นไปในทางทำร้ายตัวอีก...พ่อห่วงแต่คนอื่น ไม่ห่วงลูกตัวเอง

“ห่วงกันเข้าไป ชาวบ้านชาวช่อง ไปแคร์พวกมันทำไม มันมีประโยชน์อะไรกับเรา เหม็นขี้ปากพวกเอาแต่ว่าคนอื่น แต่ไม่ดูตัวเองจริงๆ”

“แล้วมึงดูสารรูปตัวเองเหรอเปล่า ทำตัวดีให้เขาชื่นชมรึก็เปล่า ทำไมไม่ฟังพ่อ ทำไมต้องทำอย่างนี้” กระแสเสียงตอนท้ายของนายอุเชนเริ่มจะขาดห้วงและอ่อนล้า จะเพราะเหน็ดเหนื่อยจากแรงบริภาษหรือเจ็บปวดจากรอยช้ำในหัวใจก็สุดรู้

เด็กหนุ่มไม่ได้สังเกต ถ้าจะทำอะไรก็คงเป็นการเครียดขึ้นและมึนตึงมากขึ้นไปเท่านั้น

ตอนนั้นเองข้าวหอมก็เข้ามา เธอตกใจตาเบิกโพลงเมื่อเห็นพ่อเก้ๆ กังๆ จะเข้าไปทำร้ายขชลผู้ได้แต่ยืนจังก้าท้าทาย ไม่หนี ไม่สู้ แต่ยืนรอจังหวะประจัน

“พ่อ...”

ข้าวหอมรีบวิ่งเข้าไปประคอง หลังจากวิ่งจี๋ลงจากชั้นสองของบ้านไม้ ทั้งยังสวมชุดนอนเป็นกางเกงขายาวหลวมๆ กับเสื้อนอนผ้าเนื้อดี

“ปล่อยพ่อนะข้าว พ่อจะเอาตะพดกุดหัวมัน ไอ้ลูกไม่รักดี สอนก็เถียงคอเป็นเอ็น”

“ทำไมจะเถียงไม่ได้ ผมก็เป็นของผมอย่างนี้ อย่ามากะเกณฑ์ ถ้าไม่ใส่ใจแต่แรกก็อย่าเพิ่งมาใส่ใจเอาตอนนี้”

พูดจบ เด็กหนุ่มก็เบะปาก นั่นยิ่งกระพืออารมณ์ดั่งไฟในใจผู้เป็นพ่อ ทั้งที่มันกำลังลดองศาลงแล้วให้กลับโหมแรงยิ่งขึ้น

“มึง...มึงไอ้ลูกไม่รักดี ทำอะไรไม่เคยได้ดี เอาแต่เที่ยวเอาแต่คบเพื่อนห่าเหวอะไรของมึง เป็นไงดีนะตำรวจไม่มาลอกคอถึงบ้าน เฮ้อ...กูละเหนื่อยใจกับมึงจริงๆ ตัวอย่างดีๆ มีทำไมมึงไม่เอาเยี่ยงอย่าง”

ตอนท้ายพ่อหันไปทางลูกสาวที่มือน้อยๆ คอยประคองแขนอยู่

ขชลมองภาพนั้นด้วยความเจ็บแปลบใจ วิสัยเด็กและคนที่มีความร้อนในอารมณ์ เห็นภาพบาดตาบาดใจคราใด ก็ไม่อาจกระตุ้นเตือนให้สำนึกได้

ยิ่งขณะนี้ ขณะที่พ่อเออออกับพี่สาวราวกับปี่ขลุ่ยวงเดียวกันด้วยแล้ว เขาก็บอกตัวเองว่า ในเมื่อเราเป็นลูกนอกคอก แล้วจะเอาตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยทำไมกันล่ะ

ความคิดสับสนของขชลไม่อาจหาทางออกได้ ทำได้ดีที่สุดคือกำหมัดแน่น ขับเอาความโกรธและน้อยใจภายในออกมาเป็นการตะเบ็งเสียง

“ไม่...ผมไม่อยากเป็นแบบพี่ !

เสียงดังลั่นทำให้สองพ่อลูกที่ประคองกันอยู่หันมามองตาเขม็ง พี่สาวมองอย่างอ่อนใจ

“ชลอย่าทำให้เรื่องยุ่งยากเลย พี่เข้าใจชลดีนะ ชลไม่ใช่คนไม่ดีหรอก เสียแต่ถูกไปวางไว้ในที่ไม่ดี”

“ไม่ต้องมาสอน ไม่อยากฟังเข้าใจไหม” ขชลยังคงตะเบ็งเสียงให้ดังขึ้นไปอีก

นางบัวเถาเพิ่งงัวเงียเดินเข้ามา พอเห็นก็ตกใจรีบเข้ามาหา

แต่ก็ถูกนายอุเชนห้ามไว้ “อย่าเข้าไปเลยป้าบัว ชลมันกำลังเป็นหมาบ้า เดี๋ยวมันจะกัดเอา”

คำก็ด่า สองคำก็ด่า ไม่มีอะไรจะกดดันใจเท่าความไม่สนใจใยดีซึ่งควรมอบให้แก่ลูกชายคนนี้อีกแล้ว นอกจากคำว่าน้อยเนื้อต่ำใจ

“เออสิ ผมมันหมา แล้วหมาตัวนี้ก็อย่ามาสนใจ ทำมันออกแล้วก็อย่าให้มันได้อยู่สุขสบาย อย่าไปใส่ใจมัน เลี้ยงอย่างไม่ต้องดูดำดูดีหรอก ...ผมเกลียดพ่อ”

เท่านั้นแหละ ทั้งที่ขาไม่ดี แต่นายอุเชนก็ก้าวยาวๆ เข้าประชิดตัวลูกชาย และก่อนที่ใครจะทันได้คาดคิด เขาก็เงื้อมือขึ้นสูง แล้วฟาดลงไปบนแก้มของเด็กหนุ่มด้วยแรงอารมณ์

การกระทำนั้นสร้างความอึ้งอั้นให้แก่คนที่อยู่ด้านหลัง ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมหรือนางบัวเถา

แต่สำหรับคนที่ถูกตบหน้าแล้ว กลับยิ่งคิดไปในทางร้าย การใช้กำลังคือสัญญาณชัดเจนที่บ่งบอกว่า พ่อหมดเยื่อใยจากเขาแล้ว...นับแต่นาทีนี้เป็นต้นไป

หน้าที่หันไปทางขวาเพราะแรงตบ รีบสะบัดกลับมา ไม่มีเลือดซึม นอกจากสีเลือดที่ก่ำขึ้นที่ข้างแก้ม เป็นรูปรอยนิ้วมือครบห้ารอย

ดวงตาของขชลฉายแววเจ็บร้าวชัดเจน แต่คนเป็นพ่อที่พลั้งมือก็ทิฐิกล้าแข็ง คิดว่าที่ตนทำอย่างนั้น เป็นการสั่งสอนที่เหมาะควรแล้ว ฉะนั้นสมควรอย่างยิ่งที่ลูกชายจะสำนึกและเข้าใจในสิ่งที่ได้ทำลงไป

ทว่า แววตาของขชลไม่บอกว่าเข้าใจเลย ซ้ำยามที่เขาเอ่ยต่อมาก็บาดหัวใจของคนที่เผลอกระทำการร้ายกาจแก่ลูกชายยิ่งนัก

“พ่อ...พ่อไม่รักชล ชลก็จะเกลียดต่อตอบแทน ไม่อยู่แล้วโว้ย บ้านบ้าบ้านบออะไรก็ไม่รู้ ไม่มีใครรักกูเลย ไปก็ได้วะ ไม่อยู่แม่งแล้ว...”

ก่นด่าจบเขาก็วิ่งหนีออกไป กระชากประตูไม้เปิดแล้วปิดตามลงอย่างแรง ไม่มีน้ำตาสักหยดให้ใครเห็น เพราะมันได้ถูกไฟของความแค้นเคืองเผาไหม้ไปจนหมด...ไม่เหลือแม้คราบใดๆ ให้เห็นเลย

ฝ่ายนายอุเชนกับคนที่เหลือก็ได้แต่ตะลึงงันกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาหอบหายใจ ด้วยทั้งตกใจและออกแรงเมื่อครู่ โลกคล้ายจะมืดมิดลงในฉับพลัน แลเห็นดาววิบๆ วับๆ อยู่ตรงหน้า ร่างเหมือนจะอ่อนเปลี้ยลงทันที ทำท่าจะทรุดตัวไร้กำลัง ข้าวหอมก็ประคองไว้ พร้อมนางบัวเถา

ได้ยินเสียงลูกสาวคนโปรดบอกแว่วๆ ว่า “ฝากพ่อด้วยนะคะป้าบัว ข้าวจะไปตามเจ้าชล”

แต่นายอุเชนจับข้อแขนของลูกสาวที่กำลังจะวิ่งตามน้องเอาไว้ สั่งอย่างกลั้นใจว่า “ไม่ต้องข้าว...ปล่อยมันไป ไม่นานมันก็ซมซานกลับมาเอง”

“แต่พ่อคะ...”

“ไม่ต้องแต่หรอกข้าว...ลูกคนเดียว ลูกผู้ชายด้วยแล้ว ให้มันโตเอง เรียนรู้เอาเองก็ดีเหมือนกัน ถ้ามันไม่รักพ่อ ก็ให้ลองดูว่ามันจะรักใคร แล้วใครคนนั้นจะรักมันจริงไหม”

แม้กระแสเสียงจะกล้าแข็งเท่าไรก็ตาม แต่ข้าวหอมก็ยังอุตส่าห์จับสังเกตได้ว่า พ่อปกปิดความเสียใจไว้ไม่มิดเลย

“พ่อคะ มันจะดีเหรอ”

“ดี...อย่างนี้แหละดีสุดแล้ว ถ้ามันไม่สนใจพ่อ ก็ไม่ต้องไปง้อมัน ไอ้ลูกไม่รักดี มันก็ไปอยู่กับพวกพ้องมันนั่นแหละ ไม่ได้ไปลำบากลำบนทีไหนหรอก ไม่ต้องไปตามมัน”

ข้าวหอมทำตาปริบๆ เพราะรู้ดีว่า ถึงพ่อจะบอกว่าไม่ห่วง แต่เธอรู้ดีว่าพ่อคอยให้คนจับตาดูขชลอยู่ห่างๆ

////////////////////////////////////////////////

เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงเต้นเร้าอยู่ในเนื้อตัวหญิงสาว พอเอนหลังลงนอน ก็ไม่สามารถนอนหลับสนิท กระสับกระส่ายอยู่ทั้งคืน แม้เมื่อลุกขึ้นในตอนเช้าแล้ว เธอยังไม่อาจตัดเรื่องขชลออกจากสมองได้

เช้านี้จึงเป็นเช้าที่ไม่สดใสดั่งเช่นทุกวัน ท้องฟ้าเหมือนไร้ไออุ่นจากแสงตะวันยามเช้า นั่นคงเพราะม่านเมฆที่คลี่ทับผืนฟ้า บดบังสายแดดอันอ่อนอุ่นไปหมดสิ้น

ก็คงเหมือนกับหัวจิตหัวใจของเธอตอนนี้ล่ะนะ คล้ายกับว่าที่ขอบฟ้าหัวใจ มีกลุ่มหมอกมัวซัวกำลังป้องปิดมิให้แสงแห่งความเข้าใจเกี่ยวกับความพฤฒิกรรมของน้อง สาดส่องเข้ามาสู่หัวใจได้เลยสักเสี้ยวหนึ่ง

แม้เมื่อออกมาทำงานในฟาร์มตามปกติ เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้เข้าที่เข้าทางนัก แถมสาวเปรี้ยวประจำฟาร์มอย่างแต๋นก็เข้ามากระแนะกระแหนเสียอีก แต่เธอก็พยายามไม่สนใจ ยังคงทำงานกับดิถีไปตามระเบียบ โดยไร้เงาผู้จัดการฟาร์มที่มักคอยมาเมียงมอง

หลังดิถีรับอาสาจัดการไล่แต๋น (โดยเข้าไปทำตัวก้อล่อก้อติก จนทำให้แต๋นรำคาญหนีไปเอง) เขาก็อธิบายว่า

พี่ต้นไปสหกรณ์ที่ตัวอำเภอน่ะฮะ เห็นว่าเกิดเรื่อง คุณข้าวจำที่เราคุยกับลุงควรเมื่อวันก่อนได้ไหม เรื่องที่พวกเราคิดยกพวกกันไปประท้วงเอ็ฟทีเอหรือเปล่าน่ะ กำนันสีไพลไม่ฟังคำค้านพี่ต้นฮะ เล่นขนคนขึ้นรถสองแถวกับรถบัสเข้ากรุงเทพฯ แต่เช้ามืดโน่นแล้ว

พอฟังถึงตรงนี้ ข้าวหอมใจเต้น สถานการณ์ในบ้านตัวเองยังไม่เข้ารูปเข้ารอย สถานการณ์ในหมู่บ้านก็เหมือนจะบานปลายเข้าไปอีก ซ้ำร้ายฟาร์มธงทวีปซึ่งถึงแม้จะไม่อยู่เป็นสมาชิกสหกรณ์โดยตรง แต่ก็คงได้รับผลกระทบจากการณ์นี้ไม่มากก็น้อย

ในเวลาเดียวกันนี้เอง อะไรก็ไม่รู้ทำให้หญิงสาวนึกถึงต้นสายอย่างจับใจ เธอสงสัยตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นอย่างนี้ อาจเป็นเพราะเขาเคยเป็นที่ปรึกษาที่ดีได้ตลอด ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องครอบครัว แม้จะเป็นคำปรึกษาผสมคำดุว่าก็เถอะ มันก็ทำให้เธอสบายใจระดับหนึ่ง ไม่ใช่ต้องมาทนเหมือนคนตาบอด ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าสถานการณ์มันจะเป็นไปแบบไหน

ตลอดทั้งวัน หญิงสาวจึงทำงานในฟาร์มซึ่งกลายเป็นกิจวัตรของเธอไปแล้วอย่างซักกะตาย จิตใจเลื่อนลอยไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัว ดิถีเตือนหลายครั้งเธอก็สะดุ้งโหยงทุกครั้ง

จนพลบค่ำ รถกระบะสีเขียวอ่อนคุ้นตาก็แล่นผ่านต้นไทรย้อยที่หน้าบ้านเข้ามา ข้าวหอมทิ้งคราดกวาดฟางซึ่งหกเรี่ยระบริเวณคอกวัวทันที แล้วเดินกึ่งวิ่งไปหาเข้าของรถที่กำลังเปิดประตูลงมาและทำหน้าตาไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

“เป็นไงบ้าง...”

สำหรับคำถามคำนั้น ไม่มีท่าทีเป็นปรปักษ์อยู่แล้วในตัวข้าวหอม เท่าๆ กับท่าทีขี้เล่นและหยอกเย้าก็ไม่เหลือเค้าอยู่เลยในตัวต้นสาย

“ไม่ค่อยดี...ต้องถอยกลับกันมาก่อน”

“หมายความว่า วันนี้ทั้งวันนายเข้ากรุงเทพฯ”

ชายหนุ่มพยักหน้า เดินหนีไปทรุดตัวนั่งบนรากใหญ่ซึ่งงอกขึ้นมาเหนือดินจนสูงพอที่จะใช้ต่างม้านั่งได้

อาการไหล่ห่อของเขาบ่งบอกความเหนื่อยกายที่มากล้น ส่วนสายตากังวลที่ส่งมาให้หญิงสาวก็คงบ่งบอกความเหนื่อยใจที่มีไม่ต่างกัน

“อืม...ผมพยายามจะไปห้าม แต่ก็ไม่มีใครฟัง ผมก็เลยต้องคอยดูแลคนของเรานิดหนึ่งตลอดบ่าย ไม่ให้เกิดการปะทะ ไม่รู้ว่ามีใครไปจ้างคนปลุกระดมมาด้วยสิ ผมละงงนัก ไอ้คนที่ใช้โทรโข่งบอกผู้เฒ่าผู้แก่ของเราน่ะ ไม่ใช่คนในหมู่บ้านสักหน่อย อ้างว่าเป็นกลุ่มเอ็นจีโออะไรก็ไม่รู้”

แต่ละคำที่บอก มีแต่ความอ่อนล้าอย่างชัดเจน จนข้าวหอมเผลอใจไปสงสาร ทั้งที่เป็นศัตรูกันมาแต่ไหนแต่ไร

“แล้ว...ตอนนี้ก็ยังอยู่ที่หน้าทำเนียบสิ ฉันเข้าไปดูข่าวตอนเที่ยง เห็นว่าปักหลักกันอยู่ตรงนั้น แดดร้อนจะตาย เห็นตาควรด้วย หลายวันก่อนห้ามแล้วก็ไม่เชื่อ ยังจะขึ้นรถไปเย้วๆ กับเขาอีก ทำตัวเป็นวัยรุ่นจริง”

ต้นสายผลิยิ้มให้กับคำบ่นตอนท้ายได้นิดหนึ่ง ก่อนอธิบายว่า

“ทะยอยกลับมาแล้วล่ะ พอดีอธิบดีกรมปศุสัตว์ออกหน้ามารับเรื่องพอว่าจะรับไปพิจารณา ผมก็เลยได้ทีกล่อมให้พวกเขาสลายตัวด้วย ไม่อยากให้อยู่กันลำบากลำบน คนแก่ๆ ทั้งนั้น ไม่รู้ว่ากำนันสีไพลแกไปเอาทุนมาจากไหน เห็นไปเช่าเต็นท์ผ้าใบเตรียมกางให้ชาวบ้านปักหลักไม่ต้องไปไหนกันด้วยเชียว”

“ฮึ...กำนันสีไพลคงเต้นหน้าดูสิอย่างนี้ จัดตั้งม็อบไม่สำเร็จ”

ต้นสายขมวดคิ้ว ฉงนว่าหญิงสาวรู้ได้ยังไง แต่ก็คิดว่าเจ้าโบ้คงปากสว่าง

“ก็นิดหน่อยฮะ พอดี ส.ส.ชัยวันท์ ประจำจังหวัดของเราเขาอยู่กรุงเทพฯ ด้วย พอรู้เข้าก็เลยไปห้าม ช่วยกล่อมอีกแรง กำนันสีไพลเกรงใจ ก็เลยยอมๆ ลำพังเสียงผมเสียงเดียว แกไม่ฟังหรอก ได้ ส.ส. ท่านมาช่วย ก็ค่อยยังชั่ว”

บอกจบ ข้าวหอมเห็นอาการของต้นสายเปลี่ยนไป จากเหน็ดเหนื่อย เป็นเหม่อลอย...ลอยไปไกลจากบทสนทนา ณ ปัจจุบัน

ทั้งนี้ก็เพราะต้นสายไม่ได้เอ่ยแก่ข้าวหอมด้วยว่า นอกจาก ส.ส.ชัยวันท์แล้ว เขายังได้เจอกับใครอีกคนที่เดินตาม ส.ส. ท่านนั้นมาติดๆ ราวกับเงา

แต่เอาเถอะ จะดูถูกว่าข้าวหอมเป็นคนตาถั่วก็ดูจะเป็นการให้ร้ายเกินไปหน่อย จริงๆ แล้วเธอเป็นคนช่างสังเกต โดยเฉพาะขณะที่กำลังให้ความสนใจกับสิ่งใดเป็นพิเศษ คุณสมบัติของการจับผิดจึงมีมากขึ้นตามไปด้วย

“นี่ ต้องมีอะไรมากกว่านั้นใช่ไหม”

เหมือนคนมีชะนักติดหลัง ชายหนุ่มรีบปฏิเสธ

“เปล่า !

แต่กลับก่อความสงสัยขึ้นในใจของหญิงสาวทบทวี

“เปล่าได้ยังไง” เธอคาดคั้น “ต้องไปเจออะไรมาใช่ไหม ถึงได้...ทำหน้าแห้งยังกะปลาช่อนแดดเดียวอย่างนี้”

ยามปกติ เขาคงขำคำเปรียบแบบตลกๆ อย่างนี้ แต่ยามที่ได้เห็น ใครเมื่อตอนเย็นอย่างที่ข้าวหอมสงสัย เขาก็หัวเราะไม่ออก

“ไม่มีอะไรหรอกคุณข้าว ก็แค่...”

“บอกมาดีๆ ไม่ต้องร่ำรี่รำไร”

นิสัยอย่างหนึ่งของเธอคือ ต้องการรู้อะไร ก็ต้องรู้ให้ได้ เธอจึงมักติดกับการไล่เบี้ยคน...จำเพาะด้วยว่าเป็นคนที่ตนเองสามารทำได้ และต้นสายก็อยู่ในข่ายนั้น

“แค่คนรู้จักน่ะ”

“คงไม่เท่านั้นหรอกมั้ง” ข้าวหอมเท้าสะเอว นึกอยากจับพิรุธ จนลืมเรื่องราวสำคัญที่พูดคุยกันตะกี้นี้เลย

“อย่ามาเอาอะไรกับผมมากเลย ผมสบายดี ถ้าเป็นห่วงว่าผมเจอใครแล้วทำให้เหนื่อยใจมันก็ไม่จำเป็นหรอกที่คุณจะมาสนใจ”

ว่าจบ เขาก็ผลุนผลันลุกขึ้น กลับขึ้นรถแล้วจัดการขับไปจอดยังโรงจอดรถ เสร็จสิ้นก็เดินดุ่ยๆ กลับเรือนหลังเล็กกลางดงขนุนของตัวเอง ปล่อยให้ข้าวหอมยืนงงอยู่กลางแสงสุดท้ายของวันเพียงคนเดียว

คนถูกทิ้งย่นจมูก พลางบ่นหงุงหงิงว่า

“คงไปเจอสาวๆ ที่เค้าหักอกมาละซี้ เลยต้องกลับมาทำหน้าอย่างกับหมามองเครื่องบินแบบนี้”

ระบายกับฟ้ากับลมด้วยความขัดเคืองแล้ว หญิงสาวในชุด คาวเกิร์ลพร้อมหมวกทรงสวย ก็เดินย่ำเท้าอย่าง ขัดใจกลับเข้าบ้าน

ว่าแต่...ทำไมเธอต้อง ขัดใจด้วยล่ะ ?

อ๋อ สงสัยเพราะอีตาต้นไม่ยอมบอกเรามาดีๆ แต่แรกว่าเหนื่อยใจเรื่องอะไร ไม่ใช่ว่าเธอ ขัดใจเรื่องที่เดาได้ว่าเขาไปเจอใครมาได้ถูกต้องราวกับตาเห็นหรอก

อย่างไรก็ดี ถึงจะบอกตัวเองอย่างนั้นแล้ว คืนนั้นทั้งคืน ก็เป็นอีกคืนที่เธอนอนกระสับกระส่ายเพราะคิดหนัก เสียแต่ว่าไม่ได้คิดเรื่องน้องชายอย่างคืนที่ผ่านมา

////////////////////////////////////////////

                                                                                   โปรดติดตามอ่านต่อฉบับหน้า

 
 
 
     
 
 
  บริษัท สถาพรบุ๊คส์ จำกัด
ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหนังสือคุณภาพ
  18 ซอยลาดปลาเค้า 63 ถนนลาดปลาเค้า แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10220
โทร. 0-2940-3855-6, 0-2940-3979-80 / โทรสาร. 0-2940-3970
Website : www.satapornbooks.com / Email : info@satapornbooks.com