Sataporn Books homepage

  หน้าแรก Pimkhammag เกี่ยวกับเรา วิธีการสั่งซื้อ ข่าวสาร ถาม-ตอบ Webboard Fanclub Links ติดต่อเรา Site Map  

Count : 127541
Login

forgot password?
  ทรายซ่อนเงา
 
ชื่อตอน :  ตอนที่ 12 ชื่อผู้แต่ง :  เก้าแต้ม
 

Chapter ๑๒

 

                หลังจากส่งองครักษ์หนุ่มออกไปสืบความคืบหน้าเกี่ยวกับตราพระราชลัญจกรและของใช้ส่วนตัวของชีคราชิด ก็ได้ความว่า ผู้ที่นำของมาขายนั้นเป็นชายพิการคนหนึ่งในหมู่บ้านอัลกอลาห์ เสื้อผ้าทั้งหมดเป็นของชีคราชิดจริงๆ แต่ตราพระราชลัญจกรนั้นถูกตั้งราคาไว้แพงลิบลิ่ว พอต่อรอง พ่อค้าพิการก็รีบเก็บใส่ห่อแล้วไม่ยอมขายอีก เมื่อเห็นว่าข้อมูลที่องครักษ์หนุ่มหามาให้ไม่ตรงกับความต้องการ ซาบิลจึงตัดสินใจเดินทางจากฐานทัพทะเลทรายไปยังหมู่บ้านนั้นด้วยตนเองโดยไม่ฟังคำทักท้วง

“ท่านซาบิลอย่าไปเลยนะครับ การออกจากค่ายมันเสี่ยงมาก ถ้าท่านไซห์อาห์กลับมาถึงผมคงโดนสั่งลงโทษ”

“บ่นตอนนี้จะได้ประโยชน์อะไรกันมิคาอิล ไหนๆ ตอนนี้เราก็ออกมาตั้งครึ่งทางแล้ว แทนที่จะเอาเวลามาบ่นเรื่องไร้สาระ รีบเดินทางต่อกันดีกว่า ฉันอยากพบไอ้พ่อค้านั่นจะแย่อยู่แล้ว

“ทำไมท่านซาบิลต้องไปเองด้วยครับ”

 “ก็เพราะฉันอยากรู้ว่า ตราพระราชลัญจกรที่อยู่กับมันเป็นของจริงไหมน่ะสิ ถ้าเป็นจริงถึงแพงเท่าไหร่ฉันก็ยอมจ่าย อย่าลืมนะว่าตรานี้ตกทอดมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ทวดของเราแล้ว ตระกูลบินดีลาต้องรักษาของสิ่งนี้ยิ่งชีพ”

 “แต่ถึงยังไงท่านก็ไม่ควรเสี่ยงอยู่ดี หมู่บ้านอัลกอลาห์อยู่ไกลจากฐานทัพของเรามาก ถ้าท่านอยากจะถามข้อมูลอะไร ให้ผมไปรับพ่อค้าคนนั้นมาให้ดีไหมครับ”

“ก็ไหนนายพูดเองไม่ใช่หรือว่า พาคนเข้ามาในฐานทัพอันตรายมาก”

“ใช่ครับ แต่การออกไปข้างนอกอันตรายยิ่งกว่า เกิดคนของศัตรูรู้เข้าอาจจะดักซุ่มโจมตีเราได้ กองกำลังของเราอาจคุ้มกันได้ไม่ดีพอ”

ซาบิลหัวเราะในลำคอ

“นายนี่มันคิดมากจริงๆ อัลกอลาห์เป็นเมืองที่เคยสงบสุขมาตลอด แถมยังมีคนของเราอยู่มากกว่าครึ่ง ที่ผ่านมาไม่มีแม้แต่โจรทะเลทราย อย่าคิดมากไปหน่อยเลยน่า”

 “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เราไม่ควรประมาทนะครับ ซาร์จาห์ของเราประกอบไปด้วยชนกลุ่มน้อยมากมาย อาจมีคนที่ริเป็นไส้ศึกให้ศัตรูก็ได้ เพราะอย่างนี้ท่านไซห์อาห์ถึงได้กำชับให้อยู่แต่ในฐานทัพ”

“ถ้าอยู่แต่ในฐานทัพ ฉันจะรู้ความจริงที่ต้องการได้ยังไง ช่วงที่ผ่านมาฉันก็มีแต่เจ็บออดๆ แอดๆ ไม่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์หรือช่วยแบ่งเบาภาระพี่ไซห์อาห์เลย ครั้งนี้ให้ฉันได้ทำตามที่ตัวเองคิดสักครั้งเถอะ อีกอย่างเราก็ไม่ได้มากันแค่สองคนสักหน่อย”

ซาบิลกำลังหมายถึงทหารหนึ่งกองพร้อมอาวุธครบมือที่เดินทางตามมาด้วย ทุกคนล้วนแต่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี แค่นี้ก็คงพอแล้วหากมีคนคิดไม่ซื่อ

“แต่....” มิคาอิลจะเถียงแต่ซาบิลกลับโบกมือเสียก่อน

“อย่าคิดมากไปเลย รีบขับเร็วๆ เข้าเถอะ ฉันแค่อยากจะถามอะไรผู้ชายคนนั้นสักหน่อยแล้วก็จะกลับ รับรองว่าเราต้องกลับถึงฐานทัพก่อนพี่ไซห์อาห์กลับมาแน่ เผลอๆ เขาจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเราแอบออกมา นายไม่ต้องเป็นห่วง ถ้ามีอะไรฉันจะรับผิดชอบเอง เข้าใจไหม” ซาบิลคลี่ยิ้ม

“ก็ได้ครับ แต่ท่านซาบิลต้องระวังตัวด้วย ผมจะบอกทุกคนให้เตรียมพร้อม”

องครักษ์หนุ่มจำต้องพยักหน้า สองพี่น้องถึงแม้จะมีนิสัยใจคอแตกต่างกัน แถมรูปร่างหน้าตาก็ต่างกันด้วย แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันก็คือ การถือความคิดตนเองเป็นใหญ่นั่นเอง

 

ซาบิลมองชายพิการในชุดเสื้อผ้าสกปรกมอซอ พ่อค้าที่ว่าเคี่ยวแสนเคี่ยวบัดนี้เป็นแค่ชายแก่ไร้พิษสง ชายอายุประมาณหกสิบ ขาทั้งข้างซ้ายลีบเล็ก เคลื่อนไหวด้วยการใช้ไม้เท้าค้ำยัน ถูกคุมตัวมาอยู่ต่อหน้าซาบิล

“บอกมาซิว่าแกได้ของพวกนี้มาได้ยังไง ทำไมเสื้อผ้าพวกนี้ถึงได้อยู่กับแกได้”

                “ผมไม่รู้ครับ มีคนจ้างให้ผมเอาของพวกนี้มาขาย”

“คนที่จ้างแกเป็นใคร บอกมาซิ”

ชายสูงวัยยกมือไหว้ปลกๆ ใบหน้าเหี่ยวย่นซีดเผือดเมื่อเห็นแววตาดุดันขององครักษ์หนุ่มที่มาพร้อมอาวุธครบมือ

“ผมไม่รู้ครับ แต่มีคนส่งของพวกนี้มาให้ผม บอกว่าให้ขายให้หมดภายในอาทิตย์นี้ ส่วนเงินเก็บเอาไว้ได้ ไอ้ผมก็คิดว่าไม่ใช่เสื้อผ้าของชีคราชิดจริงๆ ก็เลยเอามาขาย ทำไงได้ครับ แค่อาหารจะกินยังไม่มีอยู่แล้ว ผมก็ไม่อยากอดตาย”

“แล้วตรานั่นล่ะ”

“มันกำชับนักหนาว่าไม่ให้ขายให้ใคร แล้วก็ไม่ให้ใครดูด้วย แค่บอกว่ามี”

ซาบิลหันไปสบตาองครักษ์ เรื่องราวทั้งหมดดูสับสนวกวน เสื้อผ้าบางส่วนเป็นของชีคราชิดจริง แต่ตราที่ซุกซ่อนไว้กลับเป็นของปลอม

                “แล้วมีใครเคยติดต่อแกอีกบ้างไหม มันเขียนจดหมายอะไรมาบ้างไหม”

 “ไม่มีครับ แต่ถึงมีผมก็อ่านไม่ออกอยู่ดี ผมก็ทำตามที่สั่งก็แค่นั้น เรื่องอื่นไม่รู้ไม่เห็น”

สีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นกลัวทำให้ซาบิลถึงกับหงุดหงิด เขาอุตส่าห์เดินทางออกมาจากฐานทัพเพื่อมาสอบสวนชายคนนี้ด้วยตัวเอง แต่กลับคว้าน้ำเหลว

                “แกจะบอกว่าไม่รู้ได้ยังไง ในเมื่อแกเอาของพวกนี้มาขาย” องครักษ์หนุ่มกระชากคอเสื้อของชายสูงวัยและตะคอกใส่ ก่อนที่ทหารจะจับตัวพ่อค้าคนนี้ได้ เขาไปนั่งที่แผงอาหารในตลาดและคุยโวเสียยกใหญ่

                “ผม...ผมก็บอกไปตามที่พวกมันสั่ง สาบานได้ ผมไม่รู้เรื่อง ผมไม่รู้จักพวกมันจริงๆ”

                ซาบิลมองชายตรงหน้าอย่างเวทนา ถึงเขาจะพยายามเค้นหาความจริงสักเท่าไรก็คงไม่มีอะไรเพิ่มเติม เขาอาจจะเดาผิดไปที่หวังว่าจะได้ตราสำคัญคืนมา

                “ช่างเถอะๆ ในเมื่อไม่มีอะไรคืบหน้า ถามไปก็ไม่มีประโยชน์ กลับกันเถอะ สายมากแล้ว”

                “ได้ครับท่านซาบิล”

องครักษ์หนุ่มพยักหน้าให้ทหารนำตัวพ่อค้าไปคุมขังเอาไว้ ส่วนตัวเองเดินตามซาบิลไปยังรถที่จอดอยู่ หมู่บ้านเบดูอินแห่งนี้ตั้งอยู่กลางทะเลทราย ทายาทแห่งซาร์จาห์จ้องมองไปยังรถที่จอดอยู่ เมื่อครู่นี้เขาจอดรถไว้ทางด้านหน้า มีทหารส่วนหนึ่งยืนอารักขาอยู่โดยรอบ คงเหลือเขากับมิคาอิลที่เข้าไปในบ้านแต่บัดนี้คนเหล่านั้นกลับนอนฟุบอยู่บนพื้นทรายข้างตัวรถ เขาหันไปสบตาองครักษ์หนุ่มในจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายยื้อมือเอาไว้เพื่อให้เดินช้าลง ทั้งคู่กำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เสียงปืนก็ดังกึกก้อง ตามด้วยเสียงระเบิดดังกัมปนาทแล้ว รถโฟร์วีลก็ลอยสูงขึ้นบนท้องฟ้าและตกกระแทกลงกับพื้นทราย ทั้งคู่หมอบต่ำลงกับพื้น เมื่อเสียงเงียบลง องครักษ์หนุ่มก็ดึงซาบิลให้วิ่งหันหลังกลับเข้าไปในบ้านพักเมื่อครู่ เสียงระเบิดดังขึ้นอีกสามสี่ครั้งติดๆ กันทำให้ฝุ่นทรายฟุ้งตลบไปทั่ว เสียงตะโกนอย่างตกใจและความโกลาหลก็เกิดขึ้นในวินาทีนั้น

                “คุ้มกันท่านซาบิลเร็ว เราถูกโจมตี”

               

                ไซห์อาห์มองภาพข่าวทางจอทีวีในสนามบินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด นักข่าวประจำสถานีโทรทัศน์หลักของซาร์จาห์รายงานว่า เมื่อสองชั่วโมงก่อนนี้หมู่บ้านอัลกอลาห์ถูกลอบวางระเบิด ในภาพข่าวมีเพลิงไหม้บ้านเรือนหลายสิบหลัง แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มตกตะลึงมากกว่าก็คือรถยนต์ในภาพ เขาจำมันได้เป็นอย่างดีเพราะนั่นคือ รถคันที่ซาบิลใช้อยู่เป็นประจำ ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาห่วงมากที่สุดก็คือความปลอดภัยของน้องชาย

                “รีบโทร. ไปที่ฐานทัพเดี๋ยวนี้ ถามเขาซิว่าซาบิลอยู่ในนั้นหรือเปล่า น้องชายฉันปลอดภัยหรือเปล่า เร็วสิ” นักธุรกิจหนุ่มร้องสั่งด้วยเสียงร้อนรน องครักษ์หนุ่มทำตามทันที เขาพูดภาษาพื้นเมืองกับคนปลายสาย เพียงครู่เดียวก็วางสายและหันมารายงานกับไซห์อาห์ด้วยสีหน้าซีดเผือด

                “ท่านซาบิลออกไปที่หมู่บ้านนั้นจริงๆ ครับ ป่านนี้ยังไม่รู้เลยว่าเป็นยังไงบ้าง เราติดต่อองครักษ์ที่คุ้มกันไม่ได้เลย โทรศัพท์ไปก็ไม่มีคนรับ วิทยุไปก็ไม่ตอบ”

“อะไรนะ เขาคิดยังไงถึงได้ออกจากฐานทัพ ประมาทจริงๆ ทำไมไม่ฟังคำสั่งฉัน รีบไปที่จุดเกิดเหตุเดี๋ยวนี้ จะปล่อยให้เขาเป็นอะไรไม่ได้เด็ดขาด”

“ครับท่าน ผมจะโทร. เรียกรถเดี๋ยวนี้ ป่านนี้เขาน่าจะมารอเราอยู่แล้ว เพราะผมให้นักบินส่งข่าวตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนว่า เราจะกลับมาที่นี่ ขอไปดูก่อนนะครับ”

ขณะที่ฟาฮัดกำลังจะเดินออกประตูไปขึ้นรถ เขาก็ได้เห็นทหารกลุ่มใหญ่เดินสวนเข้ามาอย่างเร่งรีบ สองนายบ่าวพยักหน้ากันเมื่อเห็นท่าทางไม่ค่อยดีนัก ตอนนี้ภายในสนามบินพลุกพล่านไปด้วยทหารจำนวนมากแต่กลับมีใบหน้าไม่คุ้นตา ไซห์อาห์รีบดึงคุณหมอสาวไปหลบหลังตู้น้ำอัดลม เขาหันไปสั่งกับองครักษ์

“นั่นไม่ใช่คนของเรา เกิดเรื่องแล้วฟาฮัด ตอนนี้มีแต่ทหารของพวกมันเต็มไปหมด เอาอย่างนี้ ฉันจะพาพิมพ์ดาวไปรอที่ประตูหลัง นายรีบไปหารถและคนขับแล้วตามไปเจอฉันที่ประตูหลัง”

ฟาฮัดพยักหน้า เขาดึงผ้าคลุมขึ้นปิดหน้าและเดินหลบทหารไปอีกทาง ส่วนไซห์อาห์ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อและหยิบปืนจุดสามแปดขึ้นมาซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกง มืออีกข้างจับที่แขนพิมพ์ดาวและดึงให้คุณหมอสาวเดินตามไปยังร้านขายเสื้อผ้าพื้นเมืองในสนามบิน สีหน้าเขาดูเคร่งเครียดมากอย่างเห็นได้ชัด

“มีอะไรกันหรือเปล่าคะ”

“ตามผมมาทางนี้ รู้สึกว่ามีคนต้อนรับการกลับมาของเราสามคนอย่างสมเกียรติเลยทีเดียว เราคงต้องเปลี่ยนแผน”

“หมายความว่ายังไงกันคะ เกิดเรื่องอะไรขึ้น ฉันไม่เข้าใจ”

“เอาเถอะน่า อย่าเพิ่งถามเซ้าซี้เลย ตามผมมาก็แล้วกัน”

ไซห์อาห์พาคุณหมอสาวเข้าไปในร้านขายเสื้อผ้าในสนามบิน ภายในร้านมีทั้งเสื้อผ้าชุดสากลรวมถึงชุดพื้นเมืองซาร์จาห์ เขาลากคุณหมอสาวเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและจัดการยัดเยียดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ ส่วนตัวเองก็ซื้อของใช้อีกสองสามอย่าง เพียงครู่เดียวพิมพ์ดาวก็กลับออกมาพร้อมกับเสื้อผ้าแบบสาวอาหรับ ชุดอาบายาสีดำสนิททำให้เธอดูราวกับหญิงสาวชาวซาร์จาห์แท้ๆ ยิ่งเมื่อสวมผ้าคลุมหน้าก็ยิ่งทำให้เครื่องหน้าโดยเฉพาะนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นสวยแปลกตา และเมื่อรู้ตัวว่าโดนจ้อง หญิงสาวถึงกับส่งค้อนให้วงใหญ่

“ทำไมฉันต้องใส่ชุดนี้ด้วยคะ”

“เพราะว่าพวกมันกำลังจับตาดูพวกเราอยู่น่ะสิ ขืนใส่ชุดแบบเมื่อกี้นี้ ทุกคนต้องจำเราได้ เดินยังไม่ทันถึงรถ คงต้องถูกยิงจนพรุนแน่ ผมยังไม่อยากให้คุณตายก่อนจะได้รักษาคน เอ้า รีบไปกันได้แล้ว ป่านนี้ฟาฮัดคงหารถได้แล้ว”

มือที่แข็งแกร่งเหมือนดังคีมเหล็กจับที่ข้อมือหญิงสาว เขาหยิบเงินในกระเป๋ายัดใส่มือเจ้าของร้านและพาเธอเดินออกจากร้านตรงไปยังประตูด้านหลัง เมื่อรออยู่แล้วไม่เห็นฟาฮัดจึงตัดสินใจขโมยรถจี๊ปแบบสมบุกสมบันที่จอดอยู่ เขาใช้เหล็กแหลมไขเข้าไปในรูกุญแจและเปิดล็อกออก ก่อนจะดึงคุณหมอสาวให้หลบขึ้นรถ ทั้งคู่หมอบต่ำลงเมื่อทหารสองคนเดินผ่านมา นัยน์ตาสีฟ้าจ้องไปที่ประตูเพื่อรอองครักษ์คนสนิท พลันโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็แผดเสียงขึ้น

“นายอยู่ที่ไหน ทำไมยังไม่มาที่รถอีก ฉันหารถได้แล้ว เราต้องรีบไปกันแล้ว”

“ผมยังติดอยู่ในสนามบินครับ พวกมันเยอะเหลือเกิน หาทางหลบออกไปไม่ได้ นายท่านล่วงหน้าไปก่อนเถอะครับ เราไปเจอกันที่ฐานทัพ ผมจะล่อพวกมันไปอีกทาง ขืนไปด้วยกันคงโดนจับแน่ ไม่ต้องห่วงผมดูแลตัวเองได้”

“ไม่ได้ ฉันรอนายอยู่ รีบมาที่ประตูหลังเดี๋ยวนี้ นายคนเดียวจะไปสู้อะไรกับมันได้ อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงได้ยินไหมฟาฮัด ถอยออกมา” ไซห์อาห์สั่ง

“ไม่ทันแล้วครับ นายท่านรีบไปเถอะ พวกมันเดินมาแล้ว เย็นนี้ผมจะตามไปสมทบที่ฐานทัพ ดูแลตัวเองให้ดีๆ นะครับ”

ไซห์อาห์พยักหน้า เขาลุกขึ้นมาและใช้กุญแจซึ่งซ่อนอยู่ใต้ที่บังแดดสตาร์ตเครื่อง เสียงเครื่องยนต์ทำให้ทหารส่วนหนึ่งร้องตะโกนโวยวายเสียงดังลั่น

“มันอยู่นั่น รีบตามไปเร็ว”

เสียงปืนดังก้องก่อนที่รถจี๊ปจะกระชากตัวออกไปด้วยความเร็วสุด พิมพ์ดาวหมอบตัวลงต่ำบนเบาะ ใช้มือสองข้างปิดหู เสียงปืนก็ค่อยเบาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งทหารพร้อมอาวุธครบมือกลายเป็นเพียงภาพเล็กไกลสุดสายตา

 

รถจี๊ปแล่นตะลุยฝุ่นทรายท่ามกลางทะเลทรายสีทองเวิ้งว้าง ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงวันแล้ว อากาศในทะเลทรายยิ่งร้อนจัด มาตราวัดเบื้องหน้าบ่งว่าตอนนี้น้ำมันในถังงวดลงทุกที ไฟแดงที่กะพริบบอกว่าอีกไม่นานเครื่องยนต์ก็คงดับลง ไซห์อาห์เหลือบมองคุณหมอสาวซึ่งตอนนี้นั่งหน้าแดงก่ำเพราะไอแดด อากาศภายนอกตอนนี้สูงถึงสี่สิบองศาเซลเซียส เกินกว่าที่คนต่างชาติอย่างพิมพ์ดาวจะทนได้ แต่ตลอดเส้นทางหญิงสาวก็ไม่ปริปากบ่น เธอกอดอกแน่น จ้องไปเบื้องหน้าอย่างตื่นตระหนก ชายหนุ่มรับรู้ได้ว่าพิมพ์ดาวคงกลัวแต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยปาก เพราะตลอดเวลาเขาก็เอาแต่เงียบและขับรถห้อตะบึงไปอย่างไม่ลดละ รอบกายตอนนี้มีเพียงแต่ทรายและก็ทราย เนินสีทองลดหลั่นเป็นรูปทรงต่างๆ กันทำให้อากาศยิ่งดูร้อนระอุ แสงอาทิตย์วันนี้จัดจ้ากว่าทุกวัน ทำให้นัยน์ตาของทั้งคู่พร่าไปหมด สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้ก็คือ พยายามไปให้ถึงฐานทัพโดยเร็วที่สุด แต่น้ำมันในถังช่างไม่เป็นใจ เพราะในอีกไม่กี่นาทีเครื่องยนต์ก็คงดับ ไซห์อาห์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในทางตัน เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพิมพ์ดาวจะทนอากาศร้อนจัดได้มากสักแค่ไหน ส่วนตัวเขาเองก็บาดเจ็บจึงไม่มีแรงพอจะแบกเธอเดินข้ามทะเลทรายได้เป็นแน่

“คุณคิดว่า พอเดินไหวไหม”

“ฉันมีทางเลือกอื่นด้วยหรือคะ”

คิ้วบางเลิกขึ้นแทนเครื่องหมายคำถาม อุณหภูมิด้านนอกตอนนี้น่าจะสูงถึงสี่สิบองศาเซลเซียส ลำพังเธอกับไซห์อาห์ก็คงเหมือนมดตัวเล็กๆ ที่เดินเข้าไปหาความตาย

“จริงของคุณ ถ้ารถดับเราก็คงต้องเดิน”

“เราสองคนต้องไปอีกไกลไหมล่ะคะ”

“ผมยังไม่รู้เลย หมู่บ้านเบดูอินใกล้ที่สุดอาจต้องเดินสามถึงสี่ชั่วโมง ไหนคุณลองปีนไปดูด้านหลังซิว่าในกระโปรงหลังมีอะไรอยู่บ้าง ถ้าโชคดีพอมีน้ำ เราก็คงไปได้ไกลอีกหน่อย  ไปถึงหมู่บ้านแล้วค่อยหาซื้ออูฐอีกที”

พิมพ์ดาวรีบปีนไปด้านหลังตามคำสั่ง บนเบาะหลังนั้นมีเป้ใส่สัมภาระหนึ่งใบ เมื่อเปิดออกดูภายในก็มีเสื้อผ้าพื้นเมืองของผู้ชายและผู้หญิงสองชุด รวมถึงถุงกระเพาะอูฐอีกหนึ่งใบ ภายในมีน้ำอยู่ครึ่งเดียว ไม่มีอาหารและเสบียง

“มีแค่เสื้อผ้ากับน้ำนิดหน่อยค่ะ”

“ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย ดื่มน้ำเสียหน่อยสิคุณ เรายังต้องเดินอีกไกล”

“คุณไปถูกหรือคะ ฉันมองไปทางไหนเห็นแต่ทรายทั้งนั้น จะรู้ได้ไงว่าต้องไปทางไหน” หญิงสาวกวาดตามองไปรอบๆ ตัว ตอนนี้สำหรับเธอแล้วมีแต่ทรายกับทราย

“ตอนกลางวันผมเองก็ไม่แน่ใจ ไอ้เข็มทิศในรถนี่มันรวนๆ พิกล แต่ถ้าเป็นกลางคืนคงดีกว่า เพราะเราจะได้อาศัยดวงดาวนำทางด้วย ปู่ผมเคยสอนการดูทิศจากดวงดาว”

พูดจบรถก็กระตุกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับเหมือนเป็นสัญญาณว่า บัดนี้ตัวช่วยสุดท้ายของทั้งคู่ได้ถึงแก่กาลอวสานแล้ว ชายหนุ่มทุบกำปั้นลงบนพวงมาลัยอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด เสียงแตรดังก้องสะท้อนไปในความเวิ้งว้าง

“บ้าฉิบ”

หญิงสาวแตะมือลงบนหลังมือเขาเพื่อปลอบ

“ใจเย็นๆ ค่ะ อย่าเครียดไปเลย ฉันเดินไหว คุณดื่มน้ำบ้างเถอะค่ะ เพิ่งจะผ่าตัดมาคงคอแห้งมาก คุณเองขับรถตะบึงมาหลายชั่วโมงแล้ว”

ไซห์อาห์เหลือบมองหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า ความอ่อนโยนที่ส่งมาทำเอาหัวใจชายหนุ่มถึงกับกระตุก หลายปีที่เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างแห้งแล้ง กินนอนกับความเคียดแค้นชิงชังและปมด้อยภายในใจ นักธุรกิจหนุ่มไม่เคยรู้ซึ้งถึงคำว่าห่วงใยจากใครสักคน แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้า แม้ชีคราชิดจะเลี้ยงดูด้วยความรักแต่จิตใจของไซห์อาห์กลับมีแต่ความแข็งกระด้าง ปมที่เกิดขึ้นจากการถูกปฏิเสธ การเป็นบุตรชายที่มีสายเลือดไม่บริสุทธิ์ ทำให้เขาต้องทนรับความกดดันจากคนรอบข้างมากมาย จากวันเป็นปี จากปีเป็นเดือนที่เขาต้องสร้างเกราะขึ้นปิดบังความจริงในใจ แต่ตอนนี้แค่สีหน้าแสดงความเป็นห่วงแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้หัวใจชุ่มชื่นขึ้นราวกับมีพลัง

“แล้วคุณล่ะ ดื่มหรือยัง คุณเองก็เหนื่อยเหมือนกัน”

“ฉันยังไม่ค่อยหิวค่ะ อย่าลืมสิคะว่าคุณเป็นคนป่วย แผลเป็นยังไงบ้างคะ ยังเจ็บหรือเปล่า”

ไซห์อาห์พยักหน้า เขามัวแต่ตื่นเต้นและห่วงเรื่องความเป็นความตาย เมื่อชายหนุ่มเอื้อมมือไปด้านข้างก็พบว่ามีเลือดซึมออกมา

“สงสัยคงทุบพวงมาลัยแรงไปหน่อย” ชายหนุ่มพูดติดตลก คุณหมอสาวอมยิ้ม

“นอนลงเถอะค่ะ ฉันจะช่วยทำแผลให้ เวลาเดินอยู่กลางแดดคุณจะได้ไม่เจ็บมาก”

ชายหนุ่มพลิกตัวหันข้างให้โดยดี ไม่มีการโยกโย้ เขาปรับให้เบาะเอนลงเพื่อให้คุณหมอสาวทำแผลได้ถนัด พิมพ์ดาวเลิกชายเสื้อเขาขึ้นเผยให้เห็นแผ่นอกแน่นตึงและกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ แต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลาสนใจ แต่กลับเพ่งสมาธิไปที่แผลของไซห์อาห์แทน บาดแผลด้านข้างซึ่งบัดนี้มีเลือดซึมออกมา พิมพ์ดาวทำแผลจากอุปกรณ์ทำแผลพกพาชุดสุดท้ายที่อยู่ในกระเป๋าถือ เธอเทแอลกอฮอล์ลงในสำลีและเช็ดโดยรอบเพื่อทำความสะอาด เมื่อน้ำยาเย็นเฉียบสัมผัสผิวหนัง ชายหนุ่มก็ถึงกับสูดปากด้วยความเจ็บ

“แสบหรือคะ ทนนิดนะคะ แผลคุณฉีก ถ้าไม่ทำแผลดีไม่ดีจะอักเสบไปเสียก่อน กลั้นใจไว้นะคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกผมทนได้ คุณรีบทำไปเถอะ ทำเสร็จจะได้รีบออกเดินทางกัน ยิ่งช้าแดดจะยิ่งร้อน ถ้าโชคดีเดินแค่สามชั่วโมงเราก็เจอฐานทัพแล้ว”

หญิงสาวทำแผลด้วยความคล่องแคล่ว ก่อนใช้ผ้าก๊อซพันไว้โดยรอบลำตัว เพราะชายหนุ่มตัวใหญ่กว่ามากนัก ทำให้คุณหมอสาวต้องสอดแขนไปโดยรอบ ใบหน้ารูปไข่เอนเข้าไปชิดจนทำให้จมูกของพิมพ์ดาวอยู่ห่างจากแผ่นอกไซห์อาห์ไม่ถึงคืบ ลมหายใจที่รินรดแผ่นอกทำให้ไซห์อาห์ถึงกับตัวแข็งทื่อ ไม่ใช่ว่า เขาไม่เคยใกล้ชิดผู้หญิง แต่หลายปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครทำให้เขารู้สึกแบบนี้ เขามีเพิ่งโอกาสได้เห็นใบหน้าหญิงสาวชัดๆ ก็ตอนนี้เอง พิมพ์ดาวเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ใบหน้ารูปไข่ตอนนี้เป็นสีแดงระเรื่อเพราะความร้อน ชายหนุ่มลดสายตาต่ำลงไปที่เรียวปากอิ่มสีหวานที่เขาอดคิดไม่ได้ว่าจะหวานสักแค่ไหนหากได้ลิ้มลอง ความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในจิตใจจนยากจะปฏิเสธ

 “เสร็จแล้วค่ะ”

เสียงหวานใสราวกับระฆังแก้วดังขึ้นดึงชายหนุ่มกลับสู่ภวังค์ เขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าราวกับต้องมนตร์สะกด เมื่อตาจ้องตา ทั้งคู่ก็แทบจะได้ยินเสียงหัวใจกันและกันเต้นรัวขึ้นในความเงียบ ไซห์อาห์แทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำตอนที่เขาเอียงใบหน้าคมเข้าไปใกล้ เขาจูบเธอทั้งที่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเลยสักนิด ทั้งที่กำลังถูกศัตรูตามล่าแต่กลับไม่อาจหักห้ามใจ

เมื่อริมฝีปากสัมผัสกัน ไซห์อาห์บดเคล้าเข้าหาความหวานจากเรียวปากสีกุหลาบ เพียงแค่สัมผัสเขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเคว้งคว้างอยู่กลางทะเลทรายแล้วได้พบแหล่งน้ำในโอเอซิสอันชุ่มฉ่ำ ลิ้นเรียวซอกซอนเข้าหาความหวานอย่างดูดดื่ม มือเรียวกดแผ่นหลังของเธอให้แนบชิดกับตัวแทบจะทุกตารางนิ้ว ความปรารถนาลุกโชนขึ้นภายในกายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับหญิงสาวคนใดมาก่อน รู้เพียงแต่ว่า ตัวเองอยากจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเธอใจจะขาด ริมฝีปากของเธอราวกับมีมนตร์ขลัง เพราะเพียงแค่จูบเขาก็รู้สึกถึงความหวานที่แฝงอยู่ทุกอณูของเรือนกาย จะดีสักแค่ไหนหากเขาได้เข้าไปอยู่ในเรือนร่างนุ่มนิ่ม จะดีแค่ไหนหากเขาได้มีโอกาสโอบประคองปทุมถันที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าและเคล้นคลึงด้วยมือและริมฝีปาก ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดใจได้ก่อน เขาผละออกและมองริมฝีปากของพิมพ์ดาวที่บวมเจ่อจากจูบเมื่อครู่ เสียงทุ้มดังขึ้นทำลายความเงียบ

“ถอดเสื้อผ้าออก”

พิมพ์ดาวอ้าปากค้าง กะพริบตาปริบๆ แก้มสองข้างร้อนผ่าวเมื่อได้ยินคำสั่งนั้น

“ผมหมายความว่า คุณต้องเปลี่ยนเสื้อ พวกที่สนามบินคงจำเราได้ เราใส่เสื้อของชาวบ้านจะดีกว่าแล้วก็เอาฝุ่นมาทาหน้าเสียหน่อย ใส่เสื้อที่อยู่ในเป้นั่น แล้วผมก็จะเปลี่ยนเหมือนกัน”

หญิงสาวก้มหน้าซ่อนความอาย ขณะที่เธอกำลังทำอะไรไม่ถูกนั้น เขาก็สั่งซ้ำอีก

“ผมจะหลับตาก็แล้วกัน รีบเปลี่ยนเร็วๆ สิ เราต้องรีบเดินทางแล้ว”

ชายหนุ่มพลิกตัวหันหลังรอจนกระทั่งหญิงสาวเปลี่ยนเสื้อผ้า พิมพ์ดาวคงไม่รู้หรอกว่า ระหว่างที่เธอกำลังผลัดเสื้อผ้านั้น ไซห์อาห์เองก็รู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กัน เมื่อครู่นี้เขาเผลอตัวจูบพิมพ์ดาวโดยไม่ตั้งใจ แต่พอได้เจอกับริมฝีปากแสนหวานก็ถึงกับสูญเสียการควบคุมตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายแล้วก็ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไร แล้วปั้นหน้านิ่งออกคำสั่งพิลึกพิลั่นกับเธอ พิมพ์ดาวคงจะแปลกใจที่จู่ๆ เขาก็จูบเธอ แถมยังออกคำสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าอีก จนกระทั่งได้เห็นใบหน้านวลแดงก่ำด้วยความเขิน ไซห์อาห์ถึงได้รู้ตัวว่า พลาดไปเสียแล้ว แม้จะจงใจกลบเกลื่อนความหวั่นไหวไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเฉยชา แต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ดีว่ามันไม่ใช่

ถ้าหากว่าเมื่อครู่นี้เขาไม่รู้จักระงับใจตัวเอง ทุกอย่างคงจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ ความรู้สึกนี้คืออะไร ไซห์อาห์ได้แต่ถามตัวเองด้วยความสับสน...รักหรือ คงไม่ใช่

แต่ไม่ว่ามันจะคืออะไร เขาจะต้องรีบลืมมันไปก่อนที่ทุกอย่างจะมีอิทธิพลกับชีวิตเขามากกว่านี้ เมื่อหญิงสาวเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาก็จัดการกับตัวเองบ้าง หลังจากนั้นทั้งคู่จึงเริ่มต้นออกเดินทางด้วยเท้าทันทีเพื่อแข่งกับเวลา

โปรดติดตามอ่านต่อฉบับหน้า 

 



 

ทรายซ่อนเงา มีจัดจำหน่ายเเล้วที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

 
ชื่อ :   ทรายซ่อนเงา
รหัสหนังสือ :   978-616-500-045-1
ชื่อผู้แต่ง :   เก้าแต้ม
ราคาปกติ :   250
ราคาสมาชิก :   213

 

 
 
 
           
 
 
  บริษัท สถาพรบุ๊คส์ จำกัด
ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหนังสือคุณภาพ
  18 ซอยลาดปลาเค้า 63 ถนนลาดปลาเค้า แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10220
โทร. 0-2940-3855-6, 0-2940-3979-80 / โทรสาร. 0-2940-3970
Website : www.satapornbooks.com / Email : info@satapornbooks.com